.:: ๙ ย่างตามรอยเท้าพ่อ “พระสยามินทร์” - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
๙ ย่างตามรอยเท้าพ่อ “พระสยามินทร์”
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

[แก้ไข] ๙ ย่างตามรอยเท้าพ่อ “พระสยามินทร์”


          
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งบรมราชจักรีวงศ์

          เช้าวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น ณ พระที่นั่งบรมพิมาน จากนั้นก็มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องแสงปืนเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน เล่ากันต่อมาว่า แม่น้ำลำคลองทุกสายในพระนครขณะนั้น จะเห็นทางน้ำสีดำไหลเป็นสาย ซึ่งเกิดจากทุกบ้านเรือนต่างต้มย้อมสีผ้าให้เป็นสีดำ เดินผ่านไปทางไหนก็ได้ยินเสียงแต่เสียงร้องไห้ บ้านเรือนราวกับตกอยู่ในน้ำทะเลน้ำตาหลังจากที่ชาวไทยเพิ่งผ่านพ้นความโศกเศร้าเพราะการพลัดพราก และความทุกข์ยากจากมหาสงครามซึ่งยืดเยื้ออยู่นานหลายปี เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเหมือนคลื่นทุกข์ที่โหมกระหน่ำซ้ำซัด

          ในวันเดียวกันนั้น คณะรัฐบาลได้กราบบังคลทูลเชิญพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งบรมราชจักรีวงศ์

          ท่ามกลางความหวาดไหวในจิตใจของประชาชน และคลื่นลมปั่นป่วนของภาวะบ้านเมือง ขณะนั้น สมเด็จพระอนุชาซึ่งขณะนั้นทรงพระชนมายุเพียง ๑๘ พรรษา จึงตัดสินพระทัยรับพระราชภาระเพื่อแผ่นดินอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ โดยการรับขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐาธิราชนั้นในหนังสือ “ภปร” ที่พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสำหรับพระราชทานเป็นที่ระลึกแก่ผู้มาเฝ้าฯ ถวายพระพรในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ กล่าวไว้ดังนี้

          “เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ว่าจะครองราชสมบัติเพียงช่วงระยะเวลาจัดงานพระบรมศพให้งดงามสมพระเกียรติเท่านั้น เพราะพระชนมายุ ๑๘ พรรษา ไม่ทำให้รู้สึกว่าจะมีกำลังพระทัยเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ตลอด” แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หลายครั้งหลายคราวที่ทำให้พระองค์ท่านประจักษ์ชัดถึงความรักความเทิดทูนของประชาชนชาวไทย ดังเช่นความที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์’

          “วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่าง แล้วก็ไปยังวัดพระแก้วเพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วไปขึ้นรถยนต์

          พอรถแล่นไปได้ไม่ถึง ๒๐๐ เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เรา ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด เมื่อเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก

          ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนพระราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งขาใครเข้าบ้าง รถแล่นผ่านฝูงคนไปอย่างที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นได้เร็วขึ้นบ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้มาดังๆ ว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเข้าลงไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนอย่างไรได้” แต่รถวิ่งเร็ว และเลยไปไกลเสียแล้ว”

          ต่อมาภายหลัง กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร อดีตประองคมนตรีได้ทรงเล่าให้ผู้ใหญ่บางท่านฟังว่า เคยกราบทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเหตุใดจึงรับเป็นกษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงย้อนถามเสด็จในกรมว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นชาติอะไร เมื่อเสด็จในกรมกราบทูลว่า “ชาติไทย” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสตอบเพียงสั้นๆ แต่มีความหมายอันลึกซึ้งว่า


“...ก็เพราะเป็นชาติไทย จึงต้องรับทำเพื่อชาติ”



          ด้วยพระราชภารกิจด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิมแต่ทรงเปลี่ยนมาเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนการศึกษาในวิชาวิทยาศาสตร์ตามที่เคยตั้งพระทัยไว้

          และระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ต่างประเทศนั้น ทรงต้องพระราชหฤทัยในหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร และทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

          จวบจนปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จึงเสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง เพื่อโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓

          ถัดมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักวังสระปทุม พร้อมมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

          หลังจากพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสไม่กี่วัน ก็ถึงวาระมหามงคลของพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งในแต่ละรัชกาลจะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง และเฉลิมพระนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถพิตร


          โดยในพระราชพิธีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี จากนั้นในวันที่ ๖ พฤษภาคม คือพระราชพิธีเฉลิมราชมณเฑียร หนึ่งในโบราณราชประเพณี วึ่งหากเรียกอย่างชาวบ้าน ก็คือพิธีขึ้นบ้านใหม่นั่นเอง และหลังจากพระราชพิธีบรมราชาพิเษก ได้เสด็จฯ กลับไปรักษาพระสุขภาพ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเสด็จนิวัตพระนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ และประทับอยู่เมืองไทยเพื่อเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยนับตั้งแต่นั้นมา



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 
 
 
   Hosted by kapook.com