.:: ไตรภูมิพระร่วง - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ไตรภูมิพระร่วง
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญเล่มหนึ่งของไทย มีอายุกว่า 600 ปี แต่งขึ้นโดยพญาลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ 1) พระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วง เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ.1864(ปีเก่า) จ.ศ.683 ม.ศ.1243 นับเป็นปีที่ 6 ที่ขึ้นครองราชย์ ซึ่งสอดคล้องตาม บานแพนกเดิมว่า "เสวยราชสมบัติในเมืองสัชชนาไลยยอยู่ได้ ๖ เข้า"

[แก้ไข]
ไตรภูมิพระร่วง

ภาพ:ไตรพระร่วง7.JPG

        ไตรภูมิพระร่วง ทรงแต่งขึ้นเพื่อเทศนาแก่พระมารดาและสั่งสอนประชาชน ได้ทรงแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับหลักในพระพุทธศาสนา ตลอดจนชี้ให้เห็นผลบาปและผลบุญที่คนทั้งหลายได้กระทำไว้ แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยในการนิพนธ์วรรณคดี และเป็นผู้มีจิตวิทยาสูง เนื่องจากการก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ ย่อมต้องการความร่วมมือร่วมใจของประชาชนให้อยู่ในศีลธรรม ระเบียบวินัย รู้บาปบุญคุณโทษ และยึดมั่นในศาสนา เพื่อสามารถต่อสู้กับศัตรูรอบด้านที่คอยคุกคาม อีกทั้งยังแสดงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ เช่นตอนพรรณาถึงกำเนิดมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ในสมัยสุโขทัย วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบัน จุดมุ่งหมายสำคัญในไตรภูมิพระร่วงนี้ เพื่อให้คนเกรงกลัวต่อบาป ประกอบแต่กรรมดี โดยแบ่งออกเป็น 3 ภูมิใหญ่ คือ กามภูมิ 11 รูปภูมิ 16 อรูปภูมิ 4 รวมเป็น 31 ภูมิ เรียกว่า ไตรภูมิ ผลบาปและผลบุญของผู้กระทำจะส่งให้ผู้นั้นไปเกิดในภูมิต่าง ๆ กัน ผู้กระทำแต่บาปหยาบช้า อกตัญญูไม่รู้คุณบิดามารดา เมื่อตายจะไปเกิดในภูมิชั้นต่ำคือนรกภูมิ ภูมิชั้นต่ำสุดในกามภูมิ ที่มีขุมนรกลดหลั่นลึกลงไปถึง 8 ขุม หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต หรือ อสุรกาย ตามแต่ผลบาปที่ได้กระทำไว้ ถ้าประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรมประกอบแต่กรรมดี ก็จะได้ไปเสวยสุขในภูมิที่สูงขึ้นไปตามผลบุญที่ได้กระทำ ผู้ที่ทำทั้งบุญและบาป ก็จะไปเกิดเป็นเปรตสลับกับเทวดา จนหมดสิ้นกรรมที่ทำไว้ เมื่อเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์แล้วไม่หลงในสุขสมบัติ ฝึกจิตสมาธิให้หมดจากกิเลส ก็จะได้ไปเกิดเป็นพรหมในรูปภูมิและอรูปภูมิ แม้จะอยู่ในอรูปภูมิที่มีเพียงแต่จิต แต่จิตยังดับกิเลสไม่หมด จิตนั้นก็ยังมีดับและเกิดใหม่ ในไตรภูมินี้ได้แสดงให้เห็นความน่ากลัวในนรก และความสุขความสวยงามในสวรรค์อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายถึงผลของการทำดีและทำชั่ว และการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นผลจากกรรมที่ผู้นั้นได้กระทำไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญก็คือ ให้หมั่นฝึกจิตสมาธิเพื่อเข้าถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ อริยสัจ 4 และ มรรค 8 ให้เกิดปัญญาในการพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราปฏิบัติได้ดั่งนี้ เราก็สามารถลดปัญหาและความทุกข์ต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ลงไปได้มาก จึงให้รู้ ลด ละ เลิก ในโลภ โกรธ หลง หมั่นฝึกจิตสมาธิให้ปราศจากกิเลส ตามหลักการของพระพุทธศาสนา         อันว่าเกิดมาจะได้สสุขสมบัติในเทวโลกก็ดี มนุษยโลกก็ดี ยังคงแตกดับสูญสลายไป มีแต่นิพพานสุขเท่านั้นที่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้

ไตรภูมิพระร่วง ของ พระญาลิไทย
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๖
เตภูมิกกถา
บานแพนก

        หนังสือไตรภูมิฉบับนี้ ว่าเป็นของพระเจ้ากรุงศรีสัชนาลัยสุโขทัย ผู้ทรงพระนามว่าพระญาลิไทยได้แต่งขึ้นไว้เมื่อปีระกา ศักราชได้ ๒๓ ปี ต้นฉบับหอสมุดวชิรญาณได้มาจากเมืองเพชรบุรี เป็นหนังสือ ๑๐ ผูก บอกไว้ข้างท้ายว่า พระมหาช่วย วัดปากน้ำ ชื่อวัดกลาง (คือวัดกลางเมืองสมุทรปราการเดี๋ยวนี้) จารขึ้นไว้ในรัชกาลเจ้าเมืองกรุงธนบุรีเมื่อ ณ เดือนสี่ ปีจอสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๔๐

        เมื่ออ่านตรวจดู เห็นได้ว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือเก่ามาก มีศัพท์เก่า ๆ ที่ไม่เข้าใจและที่เป็นศัพท์ อันเคยพบแต่ในศิลาจารึกครั้งสุโขทัยหลายศัพท์ น่าเชื่อว่าหนังสือไตรภูมินี้ ฉบับเดิมจะได้แต่งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยจริง แต่คัดลอกสืบกันมาหลายชั้นหลายต่อ จนวิปลาสคลาดเคลื่อน หรือบางทีจะได้มีผู้ดัดแปลงสำนวนและแทรกเติม ข้อความเข้าเมื่อครั้งกรุงเก่าบ้าง ก็อาจจะเป็นได้ ถึงกระนั้นโวหารหนังสือเรื่องนี้ยังเห็นได้ว่าเก่ากว่าหนังสือเรื่องใดใดในภาษาไทย นอกจากศิลาจารึกที่ได้เคยพบมา จึงนับว่าเป็นหนังสือเรื่องดีด้วยอายุประการ ๑         ว่าถึงผู้แต่งหนังสือไตรภูมินี้ พระเจ้าแผ่นดินสยามที่ได้ครอบครองราชสมบัติครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่สอบในศิลาจารึกประกอบกับหนังสืออื่น ๆ ได้ความว่า มี ๖ พระองค์ คือ         ๑.ขุนอินทราทิตย์ หนังสือตำนานพระสิหิงค์เรียกว่า พระเจ้าไสยณรงค์ หนังสือชินกาลมาลินีเรียกว่า โรจนราชา เสวยราชย์เมื่อใดอยู่ในราชสมบัติเท่าใดไม่ปรากฎ         ๒. ขุนบาลเมือง หนังสืออื่นเรียก ปาลราช เป็นราชบุตรของขุนอินทราทิตย์ ศักราชไม่ปรากฎเหมือนกัน         ๓. ขุนรามคำแหง หนังสืออื่นเรียก รามราช เป็นราชบุตรขุนอินทราทิตย์ เสวยราชย์เมื่อไรไม่ปรากฎ แต่เมื่อจุลศักราช ๖๕๔ ขุนรามคำแหง ครองราชสมบัติอยู่         ๔. พระญาเลลิไทย หรือ เลือไทย หนังสืออื่นเรียก อุทโกสิตราชบ้าง อุทกัช์โฌต์ถตราชบ้าง ความหมายว่าพระยาจมน้ำ เห็นจะเป็นพระร่วงองค์ที่ว่าจมน้ำหายไปในแก่งหลวง เป็นราชบุตรขุนรามคำแหง ศักราชเท่าใดไม่ปรากฎ         ๕. พระญาลิไทย หรือ ฤไทยราช หรือ ฤๅไทยไชยเชฐ พระนามเต็มที่ถวายเมื่อราชาภิเษกว่า ศรีสุริยพระมหาธรรมราชาธิราช ซึ่งแต่งหนังสือไตรภูมินี้ เป็นราชบุตรพระญาเลลิไทย หนังสืออื่นเรียก ลิไทยราช เมื่อจุลศักราช ๖๗๙ เสวยราชย์อยู่สิ้นพระชมน์เมื่อจุลศักราช ๗๐๙         ๖. พระเจ้าศรีสุริยพงษ์รามมาธรรมิกราชาธิราช นอกจากศิลาจารึก หนังสืออื่นไม่ได้กล่าวถึง เป็นราชบุตรพระญาลิไทย เสวยราชย์เมื่อจุลศักราช ๗๐๙ อยู่จนเสียพระนครแก่สมเด็จพระบรมราชาธิราชกรุงศรีอยุธยา เมื่อจุลศักราช ๗๓๐         บรรดาพระเจ้ากรุงสุโขทัย ดูเหมือนจะปรากฎพระนามในนานาประเทศ แลข้าขัณฑสีมาเรียกว่า สมเด็จพระร่วงเจ้า ต่อ ๆ กันมาทุกพระองค์ ไม่เรียกแต่เฉพาะพระองค์หนึ่งพระองค์ใดใน ๖ พระองค์นี้ และมูลเหตุไม่น่าเชื่อว่าเกี่ยวแก่เรื่องนายร่วง นายคงเครา อะไรอย่างที่เพ้อในหนังสือพงศาวดารเหนือซึ่งคนภายหลังอธิบาย เมื่อยังอ่านอักษรจารึกศิลาไม่ออก เพราะฉะนั้นเมื่อพิมพ์หนังสือนี้ จึงให้เรียกว่าไตรภูมิพระร่วง จะได้เป็นคู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง ซึ่งคนภายหลังได้แต่งเป็นสำนวนใหม่เสียแล้ว         ในศิลาจารึก ปรากฎว่าพระญาลิไทยอยู่ในราชสมบัติกว่า ๓๐ ปี และทรงเลื่อมใสในพระศาสนามาก อาจจะให้แต่งหนังสือเช่นเรื่องไตรภูมินี้ได้ด้วยประการทั้งปวง แต่ศักราชที่ลงไว้ในหนังสือ ว่าแต่งเมื่อปีระกา ศักราชได้ ๒๓ ปีนั้น จุลศักราช ๒๓ เป็นปีระกาจริง แต่เวลาช้านานก่อนรัชกาลพระญาลิไทยมากนัก จะเป็นจุลศักราชไม่ได้ เดิมเข้าใจว่าจะเป็นพุทธศักราชหรือมหาศักราช แต่ถ้าหากผู้คัดลอกทีหลังจะตกตัวเลขหน้าหรือเลขหลังไปสองตัว ลองเติม ลองสอบดูหลายสถาน ก็ไม่สามารถจะหันเข้าให้ตรง หรือแม้แต่เพียงจะให้ใกล้กับศักราชรัชกาลชองพระญาลิไทย ตามที่รู้ชัดแล้วในศิลาจารึกได้ ศักราช ๒๓ นี้จะเป็นศักราชอะไร ต้องทิ้งไว้ให้ท่านผู้อ่านสอบหาความจริงต่อไป         เรื่องไตรภูมิ เป็นเรื่องที่นับถือกันแพร่หลายมาแต่โบราณ ถึงคิดขึ้นเป็นรูปภาพเขียนไว้ตามฝาผนังวัด และเขียนจำลองลงไว้ในสมุด มีมาแต่ครั้งกรุงเก่ายังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ แต่ที่เป็นเรื่องหนังสือในครั้งกรุงเก่า จะมีฉบับอื่นนอกออกไปจากไตรภูมิพระร่วงฉบับนี้หรือไม่มี ไม่ทราบแน่ ด้วยยังไม่ได้พบหนังสือไตรภูมิครั้งกรุงเก่า นอกจากที่เขียนเป็นรูปภาพไว้ในสมุด แต่ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๑๔๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้พระราชาคณะและราชบัณฑิตช่วยกันแต่งนังสือไตรภูมิขึ้นจบ ๑ ต่อมาอีก ๑๙ ปี เมื่อปีจอจุลศักราช ๑๑๖๔ ทรงพระราชดำริว่า หนังสือไตรภูมิที่ได้แต่งไว้แล้วคารมไม่เสมอกัน ทรงพระกรุณาโปรดให้พระยาธรรมปรีชาแต่งใม่อีกครั้ง ๑ แต่ในบานแพนกพระราชดำริเรื่องแต่งหนังสือไตรภูมิทั้ง ๒ ฉบับนั้น ไม่ได้กล่าวให้ปรากฎว่ามีหนังสือไตรภูมิของพระญาลิไทยเลย แม้เพียงแต่จะว่าไตรภูมิของเก่าเลอะเทอะวิปลาส จึงให้แต่งใหม่ก็ไม่มี ไตรภูมิฉบับซึ่งหอพระสมุดได้มาจากเมืองเพชรบุรีนี้ ก็เป็นหนังสือจารแต่ครั้งกรุงธนบุรี เห็นจะซุกซ่อนอยู่แห่งใดที่เมืองเพชรบุรีในเวลานั้นไม่ปรากฎในกรุงเทพฯ จึงมิได้กล่าวถึงในบานแพนก โดยเข้าใจกันในครั้งนั้นว่า หนังสือไตรภูมิของเดิม จะเป็นฉบับพระญาลิไทยนี้ก็ตาม หรือฉบับอื่นครั้งกรุงเก่าก็ตาม สาบสูญไปเสียแต่เมื่อครั้งเสียกรุงเก่า จึงโปรดให้แต่งขึ้นใหม่ อย่างไรก็ดี หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้เป็นหนังสือเก่าซึ่งมีต้นฉบับแต่ในหอพระสมุดวชิรญาณจบ ๑ กับมีผู้ได้จำลองไว้ที่เมืองเพชรบุรีอีกจบ ๑ สมควรจะพิมพ์ขึ้นจนไว้ให้แพร่หลายมั่นคงอย่าให้สาบสูญไปเสีย กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณคิดเนดังนี้ เมื่อเจ้าภาพในงานพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส พระองค์เจ้าประเพศรีสอาด มีความประสงค์จะพิมพ์หนังสือแจกในงานพระเมรุพระเจ้าบรมวงศ์เธอทั้งสองพระองค์นั้ นมาขอความแนะนำกรรมการจึงได้เลือกเรื่องไตรภูมิพระร่วงให้พิมพ์ ด้วยเห็นความสมควรมีอยู่เป็นหลายประการ คือ

เป็นหนังสือเก่า ยังไม่มีใครจะได้เคยพบเห็น ประการ ๑
เป็นหนังสือหายาก ถ้าไม่พิมพ์ขึ้นไว้ จะสูญเสียประการ ๑
เป็นหนังสือชนิดที่ไม่มีใครจะพิมพ์ขาย เพราะจะไม่มีใครซื้อ ควรพิมพ์ได้แต่ในการกุศล ประการ ๑

        ถ้าท่านผู้ใดอ่านหนังสือนี้เกิดความเบื่อหน่าย ขอจงได้คิดเห็นแก่ประโยชน์ที่ได้พรรณนามาแล้ว และอนุโมทนาเฉพาะต่อที่ความเจตนาจะรักษาสมบัติของภาษาไทยมิให้สาบสูญเสียนั้นเป็นข้อสำคัญ

        หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นอักษรขอม และมีวิปลาสมากดังกล่าวมาแล้ว ในการคัดเป็นหนังสือไทย นอกจากตัวอักษรแล้ว ไม่ได้แก้ไขถ้อยคำแห่งหนึ่งแห่งใดให้ผิดจากฉบับเดิมเลย แม้คาถานมัสการเอง ถ้าจะแปลเป็นภาษาไทย จะต้องแก้ไขของเดิมบ้าง จึงมิได้ให้แปล ทิ้งไว้ทั้งรู้ว่าบางแห่งผู้ลอกคัดเขียนผิดต่อ ๆ กันมาแต่ก่อน ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูตามอัตโนมัติแห่งตน ๆ เทอญฯ

หอสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑ พฤษภาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๑ คาถานมัสการ
วัน์ ทิต์วา สิรสา พุท์ธํ สหัส์ส ธัม์มํ คณมุต์ตมํ
อิทํ ติสํ เขปํ ปวัก์ขามิ กถํ อิธ ฯ
สุจิร ภฎิตุกามํ สัช์ชนาลิยสโมหํ
มธุร สมคนานํ ปารมี ปารุฬ์หถา
คุณยํ สรคัน์ธํ กัณ์ณิกา ฉกวัณ์ณํ
ชณจรณสโวชํ ปีติปาโมช์เฌ ภิวัน์เท
วิกสิตวิทิตานํ สัช์ชราโธตุณ์ณนํ
สัช์ชนหทยสา เม สาวนาภาเม กุสลยุเทน์ตํ
มกุสลติมรัน์ธํ ธสนํ ปาภูตํ
มุนิวร มวลัต์ธํ ธัม์มทีปภิวัน์เทมิ
สชนมนสโรชํ พุท์ ธิวารี สชผล
อุภริยภชิตัต์ต ธัม์มสการ สํกตํ
วิมลธวลสิสํ รสิธัญ์ญายุเปต
สสธรวรสยํ อุต์ตมัค์เค ภิวันต์เท
ชโนรณาวิณารวิภาเวน์โต เห อปาสาปัญ์ญวา
สัท์ธามลผลาพุท์ธํ พาสัจ์จธนาลโย
กูปภูปัน์ธยัน์โตโย ราชาสุนุรัท์ธชโก
สุโชเทย์ยนิริน์ทัส์ส ลิเทย์โยนามอัต์รโช
อภิราโมมหาปัญ์โญ ธิติมาจวิสารโธ
ทานาสีลลคุณูเปโต มาตาปิตุภโรปิจ
ธัม์มธโรสกุสโล สัพ์พสัต์เถจสุปากโฏ
อยํภูมิกถานาม รัญ์ญา เภเทนจ
สัช์ชนาลัย์ยธรัม์หิ ถปิตาทยภาสโต
พุช์ฌิตุสาสนัญ์เจว สัก์กัจ์จํสัพ์พโสเจทา ฯ

บานแพนกเดิม         เนื้อความไตรภูมิกถานี้ มีในในกาลเมื่อใดไส้ และมีแต่ในปีระกาโพ้นเมื่อศักราชได้ ๒๓ ปี ปีระกาเดือน ๔ เพ็งวันพฤหัสบดีวาร ผู้ใดหากสอดรู้บมิได้ไส้สิ้น เจ้าพระญาเลไทยผู้เป็นลูกแห่งเจ้าพระญาเลลิไทย ผู้เสวยราชสมบัติในเมืองศรีสัชชนาไลยและสุโขทัย และเจ้าพระญาเลเลิไทยนี้ธเป็นหลานเจ้าพระญารามราชผู้เป็นสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาเลไทยได้เสวยราชสมบัติในเมืองสัชชนาไลยยอยู่ได้ ๖ เข้า จึงได้ไตรภูมิถามุนใส่เพื่อใด ใส่เพื่อมีอัตถพระอภิธรรมและจะใคร่เทศนาแห่พระมารดาท่าน อนึ่งจะใคร่จำเริญพระอภิธรรมโสด พระธรรมไตรภูมิกถานี้ธเอาออกมาแก่พระคัมภีร์ใดบ้าง เอามาแต่ในพระอัตถกถาพระจตุราคนั้นก็มีบ้าง ฯ ในอัตถกถาฎีกาพระอภิธรรมวดารก็มีบ้างฯ พระอภิธรรมสังคก็มีบ้าง ในพระสคมังคลวิลาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระปปัญจสูทนีก็มีบ้าง ฯ ในพระสารัตถปกาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระมโนรถปุรณีก็มีบ้าง ในพระสิโนโรถปกาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระอัตถกถาฎีกาพระวิไนยก็มีบ้าง ฯ ในพระธรรมบทก็มีบ้าง ในพระธรรมมหากถาก็มีบ้าง ฯ ในพระมธุรัตถปรุณีวิลาสินีก็มีบ้าง ในพระธรรมชาดกก็มีบ้าง ฯ ในพระชินาลังการก็มีบ้าง ฯ ในพระสารัตถทีปนีก็มีบ้าง ในพระพุทธวงษ์ก็มีบ้าง ฯ ในพระสารสังคหก็มีบ้าง ในพระมิลินทปัญหาก็มีบ้าง ในพระปาเลยยกะก็มีบ้าง ฯ ในพระมหานิทานก็มีบ้าง ฯ ในพระอนาคตวงษ์ก็มีบ้าง ในพระจริยาปิฎกก็มีบ้าง ในพระโลกบัญญัติก็มีบ้าง ฯ ในพระมหากัลปก็มีบ้าง ฯ ในพระอรุณวัตติก็มับ้าง ฯ ในพระสมันตปาสาทิกาก็มีบ้าง ฯ ในพระจักษณาภิธรรมก็มีบ้าง ฯ ในพระอนุฎีกาหิงสกรรมก็มีบ้าง ในพระสาริริกวินิจฉัยก็มีบ้าง ฯ ในพระโลกุปปัตติก็มีบ้าง ฯ และพระธรรมทั้งหลายนี้ เอาออกมาแลแห่งแลน้อยและเอามาผสมกัน จึงสมมุติชื่อว่าไตรภูมิกถา แลฯ พระธรรมทั้งหลายนี้เจ้าพระญาเลไทยอันเป็นกระษัตรพงษ ดังหรือละมาอาจผูกพระคัมภีร์ไตรภูมิกถานี้ได้ไส้ เพราะเหตุท่านนั้นทรงพระปิฎกไตรธรรม ธได้ฟังได้เรียนแต่สำนักนิ์พระสงฆ์เจ้าทั้งหลาย คือว่ามหาเถรมุนีฟังเป็นอาทิครูมเรียนแต่พระอโนมทัสสิ และพระมหาเถรธรรมปาลเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรสิทธัฏฐเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรพงษะเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรปัญญาญาณทันธส ฯ เรียนแต่ราชบัณฑิตย์ ผู้ ๑ ชื่ออุปเสนราชบัณฑิตย์ ผู้ ๑ ชื่ออทรายราชบัณฑิตย์ เรียนแต่ใกล้ด้วยสารพิไลยแต่พระมหาเถรพุทธโฆสาจารยในเมืองหิภุญไชยฯ ผู้ใดจักปรารถนาสวรรค์นิพพานจงสดับนิ์ฟังไตรภูมิกถาด้วยทำนุกอำรุง อย่าได้ประมาทสักอันดังนี้ จึงจะได้พบพระศรีอาริยไมตรีเจ้า เอจะลงมาตรัสแก่สัพพัญญุตญาณในโลกนี้แล ฯ เตภูมิกถา

        อันว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมจะเวียนวนไปมา และเกิดในภูมิ ๓ อันนี้แล ฯ อันใดแลชื่อภูมิ ๓ อันนั้นเล่า อนึ่งชื่อว่ากามภูมิ อนึ่งชื่อว่ารูปภูมิ อนึ่งชื่อว่าอรูปภูมิ ณ กามภูมินั้นยังอันเป็นประเภท ๑๑ อันใดโสด

        อนึ่งชื่อว่าเปรตวิสัยภูมิ อนึ่งชื่อว่าอสุรกายภูมิ ๔ อนึ่งชื่อว่าอบายภูมิก็ว่า ชื่อว่าทุคติภูมิก็ว่า ฯ อนึ่งชื่อว่ามนุสสภูมิ อนึ่งชื่อจาตุมหาราชิกาภูมิ หนึ่งชื่อตาวติงษภูมิ หนึ่งชื่อยามาภูมิ อนึ่งชื่อตุสิตาภูมิ หนึ่งชื่อนิมมารนรดีภูมิ อนึ่งชื่อปรมิตวสวัตติภูมิ ๗ อนึ่งชื่อสุคติภูมิผสมภูมิทั้ง ๑๑ แห่งนี้ชื่อกามภูมิแล ฯ ในรูปภูมินั้นยังมีภูมิอันเป็นประเภท ๑๖

        อนึ่งโสดหนึ่งชื่อพรหมปาริสัชชาภูมิ หนึ่งชื่อพรหมปโรหิตาภูมิ อนึ่งชื่อมหาพรหมาภูมิ และพรหม ๓ อันนี้ชื่อปฐฐมณานภูมิแลฯ อนึ่งชื่อปริตตาภาภูมิ อนึ่งชื่ออัปปมานาภาภูมิ อนึ่งชื่ออาภัสสราภูมิ และพรหม ๓ ชั้นนี้ชื่อว่าทุติยฌานภูมิแลฯ อนึ่งชื่อปริตตสุภาภูมิ หนึ่งชื่อัปปมานสุภาภูมิ อนึ่งชื่อสุภกิณภูมิและพรหม ๓ ชั้นนี่อตติยฌานภูมิแล ฯ อนึ่งชื่อเวัปผลาภูมิ อนึ่งชื่ออเวหาภูมิ อนึ่งชื่ออตัปปาภูมิ อนึ่งชื่อสุทัสสีภูมิ อนึ่งชื่ออกนิฎฐาภูมิ ทั้ง๗ ชั้นนี้ชื่อจตุตถฌานภูมิแลฯ แต่อเวหาภูมินี้เถิงอกนิฎฐาภูมิ ๕ ชั้นนั้นชื่อปัญจสุทธาวาศแลฯ ผสมทั้ง ๑๖ ชั้นนี้ชื่อรูปภูมิแลฯ         และในอรูปภูมินั้นยังมีประเภททั้ง ๔ อันโสด อนึ่งชื่ออากาสานัญจายตนภูมิ หนึ่งชื่อวิญญาณัญจายตนภูมิ อนึ่งชื่ออากิญจัญญายตนภูมิ หนึ่งชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิแลฯ จึงผสมภูมิทั้งลายนี้ได้ ๓๑ จึงชื่อว่าไตรภูมิแล ฯ         และสัตว์ทั้งหลายอันจักเอาโยนิปฏิสนธิเกิดในภูมิ ๑ นี้ มีโยนิปฏิสนธิเท่าใดเล่า มีโยนิปฏิสนธิ ๔ อัน อนึ่งชื่ออัณฑชโยนิ อนึ่งชื่อชลาพุชโยนิ อนึ่งชื่อสังเสทชโยนิ อนึ่งอุปปาติกโยนิฯ อนึ่งชื่ออัณฑชโยนินั้น คือสัตว์อันเป็นแต่ไข่เป็นต้นว่างูและไก่และนกและปลาทั้งหลายนั้นแลฯ อนึ่งอันชื่อวาชลามพุชนั้นได้แก่สัตว์อันเป็นแต่ปุ่มเปือกและมีรกอันหุ้มห่อนั้น เป็นต้นว่าช้างและม้าวัวควายแล ฯ สังเสทชโยนินั้นได้แก่สัตว์อันเป็นแต่ใบไม้และละอองดอกบัวแลหญ้าเน่าเนื้อเน่าเหงื่อไคนั้น เป็นต้นว่าหนอนแลแมลงบุ้งริ้นยุงปลาแลฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในโยนิ ๓ อันนี้ คือ เกิดแต่รกหุ้มห่อก็ดี เกิดแต่ไข่ก็ดี เกิดแต่เหงื่อและไคก็ดี ๓ อันนี้ จึงค่อยใหญ่ขึ้นโดยอันดับแลฯ อนึ่งและชื่อว่าอุปปาติกโยนินั้น หากเกิดเป็นตัวเป็นตนใหญ่แล้วทีเดียวนั้น เป็นต้นว่าเทพยดาและพรหมสัตว์แห่งนรกนั้นแล ฯ อันว่าปฏิสนธิมี ๒๐ อันแล อนึ่งชื่ออกุศลวิบากอุเบกขาสันติรณปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อกุศลวิบากสันติรณปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสหคตญาณสัมปยุตอสังขารวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสหคตญาณสัมปยุตสสังขารวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสคตญารวิป์ปยุตตอสังขารวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสหคตญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ (แต่ ๑๐ อันนี้ชื่อกามาพจรปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตยาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ) แต่ ๑๐ อันนี้ชื่อกามาพจรปฏิสนธิฯ แต่ฝูงอันยังกามราคย่อมเอาปฏิสนธิ ๑๐ อันนี้แลฯ อนึ่งชื่อวิตักกาปฏิสนธฺฯ อนึ่งชื่อวิจาราวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อปีตาทิวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออสุขาทิวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขากัคคตาวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อรูปเมวปฏิสนธิฯ แต่ฝูงพรหม ๖ อันนี้ ย่อมเอาปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ๖ อันนี้แลฯ อนึ่งชื่ออากาสานัญจายตนวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อวิญญานัญจายตนวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออากิญจัญญายตนวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อเนวสัญญานาสัญญายรตวิบากปฏิสนธิฯ แต่ฝูง ๔ อันนี้ชื่ออรูปาวจรปฏิสนธิ แต่หมู่พรหมอันหารูปบมิได้และมีแต่จิตย่อมเอาปฏิสนธิ ๔ อันนี้แล ฯ ผสมปฏิสนธิทั้งลายได้ ๒๐ จำพวกดังกล่าวมานี้แลฯ สัตว์ทั้งหลายอันเกิดในนรกภูมิ ย่อมเอาโยนิด้วยปาฏิกโยนิอันเดียวไส้ หยมว่าเขาเอาด้วยโยนิด้วยอุปปาฏิกโยนินั้น เพื่อเขาภูลเกิดเป็นรูปกายเทียว เอาปฏิสนธิก็เอาด้วยอกุศลวิบากอุเบกขาสหคตสันติรณปฏิสนธิ สัตว์ทั้งหลายอันเกิดในเปรตวิไสยภูมิก็เอาปฏิสนธินั้นแลฯ ปฏิสนธินั้นคือใจอันเอาปฏิสนธินั้นพิจารณาด้วยบาปและอุเบกขา จึงเอาปฏิสนธิและเกิดที่นั้น ๆ สัตว์อันเกิดในติรัจฉานภูมิ สัตว์อันเกิดในอสุรกายภูมิทั้ง ๓ ภูมินี้ย่อมเอาปฏิสนธิดังกันแลฯ เอาโยนิ ๔ จำพวกนั้นได้ทุกอัน และลางคาบเอาด้วยชลามพุชโยนิก็มี ลางคายเอาด้วยสังเสทชโยนิก็มี ลางคาบเอาด้วยอุปปาติกโยนิก็มี เอาปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบากอุเบกขาสหคตสันติรณอันเดียวไส้ ผิว่าผู้มีบุญยังมีปฏิสนธิ ๙ จำพวก สัตว์อันเกิดในมนุสภูมิโยนิด้วยปฏิสนธิ ๑๐ อันนั้นได้ทุกอันแล เอาปฏิสนธิพิจารณาบุญและเอาปฏิสนธิ ๙ จำพวกฯ ผิฝูงคนอันมีมงทินและฝูงวินิบาติกาสูรเอาปฏิสนธิทีเดียว ด้วยอกุศลวิบากอุเบกขาสหคตสันติรณอันเดียวไส้ ส่วนปฏิสนธินั้นว่าดังนี้ฯ เอาปฏิสนธินั้นพิจารณาบาปและเอาปฏิสนธิจึงเกิดที่นั้นฯ ปฏิสนธินั้นแต่ ๔ จำพวกนั้นเอามิได้ คนผู้รู้หลักมีปรีชชารู้บุญรู้ธรรมเป็นต้นว่าโพธิสัตว์ เอาปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ๘ จำพวกนั้นแลฯ ฝูงใดควรแก่ปฏิสนธิอันใดก็เกิดด้วยปฏิสนธิอนนั้นแลฯ อันว่าปฏิสนธิ ๘ อันนั้น อันหนึ่งชื่อโสมนัสสสหคตญาณสัมปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ ปฏิสนธินั้นดังนี้ ใจอันเอาปฏิสนธินั้นเห็นและรู้ด้วยปัญญาอันหาบุคคลบอกบมิได้และยินดีจึงเอาปฏิสนธิ อนึ่งชื่อ โสมนัสสสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ ปฏิสนธิว่าอันนี้ จิตเอาเอาปฏิสนธินั้นมีคนบอกจึงจะเห็นแล เอารูปด้วยปรีชาและยินดีจึงเอาปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อว่าโสมนัสสสหคตญาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตอันเอาปฏิสนธิบมิรู้แท้ หาบุคคลบอกบมิได้ และยินดีจึงเอาปฏิสนธิฯ อนึ่งโสมนัสสสหคตญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตอันเอาปฏิสนธินั้นบมิรู้แท้และมีผู้บอกจึงยินดีจึงเอาปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตนั้นปฏิสนธินั้นแท้และรู้ด้วยปริชาหาบุคคลบอกบมิได้ จึงเอาปฏิสนธิด้วยจิตอันประกอบฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตอันเอาปฏิสนธินั้นคนบอกจึงจะเห็น และรู้ด้วยปรีชาจึงเอาปฏิสนธิด้วยอันจักวายฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตเอาเอาปฏิสนธินั้นบมิรู้แท้ และหาคนบอกบมิได้จึงปฏิสนธิด้วยใจอันประกอบฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิ ใจอันเอาปฏิสนธินั้นมีคนบอกบมิรู้แท้จึงเอาปฏิสนธิด้วยใจอันประกอบฯ สัตว์อันเกิดในกามพจรภูมิ เป็นต้นว่า จาตุมหาราชิกาภูมิเอาปฏิสนธิโยนิด้วยอุปปาติกโยนิอันเดียวไส้ เอาปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ๘ อันดังกล่าวมา นี้แลฯ ผสมปฏิสนธิในกามาพจรภูมิได้ ๑๐ จำพวก ผสมกับโยนิ ๔ จำพวกฯ สัตว์อันเกิดในปถมญาณภูมิเป็นพรหมนั้นเอาโยนิด้วย อุปปาติกโยนิไส้ฯ เอาปฏิสนธิด้วยวิตกวิจารปีติสุข เอกัคคตา สหิตํปถมญาณวิบากปฏิสนธิจิต ใจอันเอาปฏิสนธินั้นรำพึงดูและพิจารณาจึงมักยินดียินสุขนัก หน้าตาและตนและใจอันเป็นอันเดียวจึงเอาปฏิสนธิ ผิรำพึงปฏิสนธิน้อยไปได้เกิดในพรหมปาริสัชชาภูมิ ผิรำพึงทรามไปไส้ได้ไปเกิดในพรหมปโรหิตาภูมิ ผิรำพึงนักหนาไส้ได้ไปเกิดในมหาพรหมภูมิ ๆ ทั้ง ๓ นี้ ชื่อ ปถมฌานภูมิดลฯ สัตว์อันเกิดในทุติยฌานภูมิ เป็นพรหมด้วยอุปปาติกโยนิอันเดียวแลฯ เอาปฏิสนธิด้วยวิจารปีติสุเขกัคคตาสหิตํทุติฌานวิบากปฏิสนธิจิต ๆ อันเอาปฏิสนธินั้น พิจารณาจึงมักยินดียินสุขนักหนาจึงตาตนใจไปอันเดียวจึงเอาปฏิสนธิ ผิว่ารำพึงปฏิสนธินั้นสะหน่อยไส้ได้ไปเกิดในพรหมปริตตาภาภูมิ ผิรำพึงทรามไส้ได้ไปเกิดในพรหมอัปปมาณาภาภูมิ ผิรำพึงนักหนาไส้ได้ไปเกิดในพรหมอาภัสราภูมิ ๆ ทั้ง ๓ ชั้นนี้ชื่อทุติยฌานภูมิแลฯ สัตว์อันเกิดในตติยฌานภูมิเป็นพรหมเอาโยนิด้วยอุปปาติกโยนิอันเดียว และเอาปฏิสนธิด้วยปีติสุเขกัคคตาสหิตตติยฌานวิบาก ปฏิสนธิจิตตํใจอันเอาปฏิสนธินั้นบมิรำพึงพิจารณาเลย เนสากแสกยินดีสุขนักหนาจึงเอาปฏิสนธิฯ ผิรำพึงปฏิสนธินั้นสะน้อยไส้ได้ไปเกิดในพรหมปริตตสุภาภูมิ ผิรำพึงทรามไส้ได้ไปเกิดในพรหมสุภกิณหาภูมิ ภูมิทั้ง ๓ ชั้นนี้ชื่อตติยฌานภูมใแลฯ สัตว์อันเกิดในจตุตถฌานภูมิเป็นพรหมเอาโยนิอันเดียวไส้ฯ เอาปฏิสนธิด้วยอุเบกขาคคตาสหิตํจตุต์ถัชฌานวิบากปฏิสนธิจิต ใจอันเอาปฏิสนธินั้นเห็นปฏิสนธินั้นสุขแท้ และเพื่อค้ำตนไปด้วยอุเบกขายินดี จึงเอาปฏิสนธิและได้ไปเกิดในเวหัปผลาภูมิฯ สัตว์อันเกิดเอาปฏิสนธิในอสัญญิตภูมินั้นเอาปฏิสนธิอันเดียวไส้ฯ ปฏิสนธิ ๖ จำพวกนี้ชื่อรูปาวจรปฏิสนธิแลฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในอรูปาวจรภูมิ ๔ ชั้น อันหนึ่งชื่อปัญจฌานนั้นเอาปฏิสนธิในอากาสานัญจายตนภูมินั้น เอาปฏิสนธิด้วยอากาสานัญจายตนวิบากปฏิสนธิอันเดียวนั้นไส้ ใจอันเอาปฏิสนธิว่าบมิรู้ครนอันใดเลยเอาอากาสานัญจายตนฯ เอาใจจับอยู่ในอากาสน้อยหนึ่งจึงเอาปฏิสนธิ ว่าบมิเห็นอากาสเลยจึงเอาปฏิสนธิ ฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในอากิญจัญญายตนภูมินั้น เอาอากิญจัญญายตนวิบากปฏิสนธิอันเดียวนั้นไส้ ใจอันเอาปฏิสนธินั้น เอาปฏิสนธิด้วยวิญญาณอันละเอียดแลจึงเอาปฏิสนธิฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมินั้น เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากปฏิสนธิอันเดียวนั้นไส้ ใจอันเอาปฏิสนธิดังจักมีดังจักบมีจึงเอาปฏิสนธิฯ แต่ฝูงสัตว์ทั้งหลายอันเอาโยนิปฏิสนธิแห่งภูมิ ๓๑ เป็นประเภทในไตรภูมิดังกล่าวมานี้แลฯ 1.นรกภูมิ 2.ดิรัจฉานภูมิ 3.เปตภูมิ 4.อสุรกายภูมิ 5.มนุสสภูมิ 6.ฉกามาพจรภูมิ 7.พรหมรูป 8.อรูปพรหม 9.เถิงอวินิพโภครูป

ภาพ:ไตรพระร่วง1.jpgภาพ:ไตรพระร่วง2.jpgภาพ:ไตรพระร่วง4.jpg
ภาพ:ไตรพระร่วง5.jpgภาพ:ไตรพระร่วง6.jpg

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • ไทยกู๊ดวิลดอทคอม
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • เอ็มไทยดอทคอม
  • หนังสือไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์พระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไทย ฉบับตรวจสอบชำระใหม่ พ.ศ. 2526.]
  • พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (Dictionary of Buddhism) พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) พ.ศ. 2528.]
  • พญาลิไท กองพระญาลิไทย. 2543. ไตรภูมิพระร่วง (พิมพ์ครั้งที่ 8). สำนักพิมพ์บรรณาคาร กรุงเทพฯ 327 หน้า. (ISBN : 914-350-130-4)
 
 
 
   Hosted by kapook.com