.:: โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

ความทั่วไปการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

        ปัญหาน้ำท่วมเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำทุก ๆ แห่งในโลกลักษณะตามธรรมชาติของแม่น้ำ คือ การท่วมล้นตลิ่งในฤดูที่มีฝนตกมาก ในบริเวณแหล่งรับน้ำ ระดับน้ำท่วมจะสูงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอัตราฝนตกส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจะเกิดจากลักษณะการระบายน้ำของพื้นที่ลงสู่แม่น้ำ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหนือจากฟากน้ำขึ้นมาประมาณ ๔๐ กิโลเมตร โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกลาง จึงประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ซึ่งสภาพความเสียหายได้ทวีความรุนแรงขึ้นตามสภาพการใช้ที่ดินที่ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นแหล่งชุมชน ตลอดจนแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงเป็นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

สารบัญ

[แก้ไข] โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

[แก้ไข] สาเหตุน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

        ในอดีต สาเหตุของการเกิดน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น เป็นผลโดยตรงมาจากภัยธรรมชาติ กล่าวคือ ปริมาณน้ำฝนและน้ำเหนือที่หลากลงมา มีปริมาณมากกว่าความจุของแม่น้ำ แต่ในปัจจุบัน จากการที่กรุงเทพมหานครได้มีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสาเหตุของน้ำท่วมอื่น ๆ เป็นตัวเพิ่มความรุนแรงของน้ำท่วมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถจำแนกสาเหตุหลัก ๆ ของน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ดังนี้

        ๑. น้ำท่วมที่เกิดจากสภาพภูมิประเทศของกรุงเทพมหานครเอง เนื่องจากมีพื้นที่ลาดเทจากด้านตะวันออกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น เมื่อฝนตกในปริมาณมาก (ปริมาณน้ำฝนในฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม บางครั้งมีความรุนแรงถึง ๖๐-๑๒๐ มิลลิเมตรต่อวัน) ปริมาณดังกล่าวจะถ่ายเทไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หากการระบายน้ำไม่เป็นไปอย่างสมดุล ทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมขึ้นได้

        ๒. น้ำท่วมที่เกิดจากน้ำเหนือไหลหลากลงมาในปริมาณมาก ซึ่งก็ได้มีการพยายามลดปริมาณน้ำให้น้อยลงโดยการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำไว้บางส่วน เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนกิ่วลม เป็นต้น แล้วจึงปล่อยปริมาณน้ำที่เหลือลงสู่ที่ราบลุ่มภาคกลางและแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านกรุงเทพมหานคร ซึ่งในปัจจุบัน แม่น้ำเจ้าพระยาตอนกรุงเทพมหานครสามารถรับปริมาณน้ำได้ประมาณ ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากปริมาณน้ำมากกว่านี้อย่างเช่นในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ และ ๒๕๒๓ มีปริมาณน้ำไหลผ่านช่วงดังกล่าวกว่า ๔,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้น้ำไหลบ่าล้นท่วมสองฝั่งแม่น้ำ

        ๓. น้ำทะเลหนุน เนื่องจากกรุงเทพมหานครอยู่ใกล้ปากอ่าว และพื้นผิวของกรุงเทพมหานครมีระดับความสูงประมาณ ๐.๑-๕.๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงและไหลย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกรุงเทพมหานคร เช่น ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘,๒๕๒๑,๒๕๒๓ และ ๒๕๒๖ ซึ่งมีระดับน้ำวัดที่สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ถึง ๒.๑๐, ๒.๐๕ และ ๒.๑๓ เมตร ตามลำดับ และถ้าปริมาณน้ำและน้ำฝนซึ่งตกหนักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันกับน้ำทะเลหนุนก็จะเปิดผลทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาล้นฝั่งอีกเช่นกัน

        ๔. แผ่นดินทรุด จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีการทรุดตัวอันเนื่องมาจากการนำเอาน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคเกินกว่าปริมาณน้ำที่ไหลกลับเข้าไปทดแทน ในอัตราประมาณ ๕-๑๐ เซ็นติเมตรต่อปี โดยเฉพาะพื้นที่เขตพระโขนง บางกะปิ และห้วยขวาง จึงทำให้พื้นดินเป็นแอ่งกะทะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำจากสาเหตุนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการเพิ่มอิทธิพลให้กับการหนุนของน้ำทะเลและอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น และเนื่องจากการทรุดตัวของพื้นที่ซึ่งยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลพยายามหยุดการใช้น้ำใต้ดินนี้แล้ว กรุงเทพมหานครก็จะทรุดตัวต่อไปจนระดับน้ำหนุนอยู่เหนือระดับผิวดินต่ำสุดเกือบ ๓ เมตรในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยประมาณ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นตามลำดับ

        ๕. การถูกทำลายของสภาพการระบายน้ำที่อยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากมีการวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่รัดกุมและรอบคอบ มีการเปลี่ยนระบบระบายน้ำในเมืองจากคลองธรรมชาติมาสู่ระบบท่อ ซึ่งมีขนาดไม่เพียงพอต่อการระบายน้ำและยังมีปัญหาการอุดตัน หรือการสร้างถนนในลักษณะที่กีดขวางทิศทางการไหลของน้ำ โดยมีขนาดของช่องระบายน้ำไม่เพียงพอ สาเหตุเหล่านี้จะมีผลทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยทั่วไปเมื่อเกิดฝนตกหนัก

[แก้ไข] แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร

        จากการที่เกิดภาวะน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงศึกษา ค้นคว้า หาแนวทางการแก้ไขปัญหาและได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าเฝ้าเป็นระยะ ๆ ตามโอกาสอันควรเพื่อร่วมพิจารณากำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ได้ผลดี ดังนี้

        ๑. การเร่งระบายน้ำให้ออกสู่ทะเล โดยผ่านคลองทางฝั่งตะวันออกของเขตชุมชนกรุงเทพมหานคร

        ๒. การจัดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ซึ่งสามารถแปรสภาพเป็นทางระบายน้ำได้ด้วย

        ๓. การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตชุมชนกรุงเทพมหานคร

        ๔. การสร้างสถานีเก็บน้ำตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยในโครงการป้องกันน้ำท่วม

        ๕. การขยายทางน้ำหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวง หรือทางรถไฟ ในการดำเนินการทั้ง ๕ ประการ ในขั้นต้นทรงขอให้พยายามพิจารณาดำเนินการในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ก่อน และใช้งบประมาณน้อยที่สุด โดยมีรายละเอียดในการปฏิบัติ ประกอบด้วย         ๑. การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง เนื่องจากฝนตกหนัก จะแยกออกได้เป็น

                ๑.๑ พระราชดำริในการผันน้ำในทุ่งตอนเหนือและด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานครลงสู่ทางทิศใต้ออกสู่ทะเล โดยผ่านระบบการระบายน้ำ เพื่อเป็นการระบายน้ำในทุ่งตอนเหนือ และด้านตะวันออก ให้ออกไปโดยไม่ให้ท่วมขัง และไหลเข้ามาท่วมในเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจได้

                ๑.๒ พระราชดำริในการเร่งระบายน้ำท่วมขังในเขตพระโขนงและย่านบางนาออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นการเร่งรัดการระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ในเขตพระโขนงและย่านบางนาลงสู่คลองต่าง ๆ (คลองเจ็ก คลองบางจาก คลองบางอ้อน้อย และคลองบางอ้อใหญ่) แล้วจึงระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

                ๑.๓ พระราชดำริในการเร่งระบายน้ำท่วมขังในเขตภาษีเจริญ หนองแขม และบางขุนเทียน เพื่อเป็นการระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ตามแนวทางหลวงสายธนบุรี-ปากท่อ กับตามแนวคลองพระยาราชมนตรี ให้สามารถลดระดับลงเป็นการบรรเทาภาวะน้ำท่วมในเขตพื้นที่ฝั่งธนบุรีลงได้เป็นอย่างมาก

        ๒. การจัดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ซึ่งสามารถแปรสภาพเป็นทางระบายน้ำได้โดยการกำหนดให้มีพื้นที่ที่มีขนาดกว้างยาวแน่นอนผืนหนึ่ง ให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อป้องกันการขยายตัวของตัวเมือง และใช้สำหรับผันและระบายน้ำที่เกิดจากฝนตกหนักในเขตพื้นที่เพาะปลูกรอบกรุงเทพฯ ทั้งทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ไม่ให้ไหลเข้าสู่บริเวณชุมชนด้านตะวันตก ซึ่งมาตรการ Green Belt นี้ จะสอดคล้องรับกับแนวทางในการเร่งระบายน้ำตามหัวข้อที่ ๑ นั่นเอง

        ๓. การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ในการป้องกันน้ำท่วมในเขตชุมชนหนาแน่น และเขตเศรษฐกิจนั้น จะประกอบไปด้วย

                ๓.๑ การสร้างคันกั้นน้ำสำหรับใช้ป้องกันน้ำในเขตพื้นที่เพาะปลูกนอกคันกั้นน้ำ มิให้ไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนภายในคันกั้นน้ำ ความยาวของคันกั้นน้ำทั้งหมดประมาณ ๖๕ กิโลเมตร โดยใช้แนวถนนเดิมเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วย การปรับปรุงถนนหทัยราษฎร์ ถนนนิมิตรใหม่ และถนนกิ่งแก้ว ให้สูงขึ้นและก่อสร้างคันกั้นน้ำเชื่อมต่อในบริเวณที่ไม่มีถนนเดิม

                ๓.๒ การสร้างอาคารบังคับน้ำสำหรับใช้ควบคุมบังคับน้ำในคลองต่าง ๆ โดยอาคารบังคับน้ำดังกล่าว จะก่อสร้างขึ้นในคลองต่าง ๆ บริเวณที่คันกั้นน้ำตัดผ่านทุกแห่งและสร้างอาคารระบายน้ำลงสู่ทะเลทางทิศใต้ด้วย

        ๔. การสร้างสถานที่เก็บน้ำตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อเป็นการเสริมโครงการป้องกันน้ำท่วม โดยพยายามกำหนดจุดที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนหรือเป็นบริเวณแหล่งน้ำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำการพัฒนาขึ้นมาใช้งานเท่านั้น เช่น การพัฒนาบึงมักกะสัน ขึ้นมา ซึ่งสามารถใช้ช่วยในการเก็บกักปริมาณน้ำในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงได้

        ๕. การขยายทางน้ำหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ รวมทั้งปรับปรุงขุดลอกทางน้ำตามธรรมชาติ ให้สามารถระบายน้ำได้อย่างพอเพียง โดยได้ทำการปรับปรุงคลองธรรมชาติสายต่าง ๆ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของถนนสายบางกะปิ-บางนา (คลองหนองบอน คลองสาหร่าย คลองปลัดเปรียง คลองชวดลากข้าว คลองลาดกระบัง และคลองสายอื่น ๆ) ในเขตพื้นที่ด้านในของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอื่น ๆ ที่ทำให้น้ำไหลไม่สะดวก นอกจากนั้น ยังได้พิจารณาให้ใช้เครื่องยนต์ติดใบพัดผลักดันน้ำผ่านท่อลอด และบริเวณจุดบังคับตามใต้สะพาน เพื่อให้การระบายน้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากที่ไหลอยู่ตามธรรมชาติ จากหลักการใหญ่ ๆ ดังกล่าวข้างต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบต่าง ๆ ได้มีการร่วมกันกำหนดแผนดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมา จนในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งโครงการป้องกันน้ำท่วมยังดำเนินไปไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็ปรากฏว่า เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เป็นการท่วมเฉพาะบางจุดที่เป็นจุดอ่อน ซึ่งน้ำไม่สามารถไหลลงสู่ทางระบายน้ำได้เท่านั้น จึงเป็นการพิสูจน์ถึงความถูกต้องแม่นยำของพระราชดำริในการวินิจฉัยปัญหา และแสดงถึงการมองการณ์ไกลในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้ง

[แก้ไข] วิทยาการของพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร

        ในการพระราชทานแนวทางสำหรับปฏิบัติงานนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตระหนักถึงข้อจำกัดในทางปฏิบัติในด้านต่าง ๆ โดยพระองค์ได้พยายามยึดถือหลักวิทยาการที่เหมาะสม มีความเป็นไปได้และประหยัด โดยหลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นสำคัญ นอกจากนั้น ยังพยายามคิดค้นและพัฒนาเทคนิคใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ ซึ่งจะสามารถจำแนกหลักการที่พระองค์ทรงยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ดังนี้

        ๑. หลักการทางด้านวิศวกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยทรงเน้นหนักและประสานวิทยาการสาขาต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์และถูกต้อง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณอันล้ำเลิศของพระองค์ โดยจะสามารถจำแนกได้เป็นแต่ละสาขา ดังนี้

                ๑.๑ ด้านอุทกวิทยา (Hydrology) โปรดให้ทำการติดตามสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนทางเดินของพายุซึ่งจะพัดผ่านและทำให้เกิดฝนตก เพื่อนำมาคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องและให้รวบรวมข้อมูลน้ำฝนที่เคยตกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งปริมาณน้ำที่มาจากด้านตะวันออก และแม่น้ำเจ้าพระยา และใช้วิธีการทางสถิติประยุกต์เข้ามาทำการวิเคราะห์หาขนาดของน้ำฝนและน้ำท่า เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประกอบการออกแบบระบายน้ำได้อย่างพอเพียง

                ๑.๒ ด้านชลศาสตร์ (Hydraulic Engineering) ได้ทรงพิจารณาให้สร้างคันกั้นน้ำเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการแบ่งน้ำที่จะไหลผ่านย่านชุมชนของกรุงเทพมหานคร ให้มีทิศทางการไหลไปออกทะเลทางทิศใต้ เป็นการบรรเทาความรุนแรงของสภาพน้ำท่วมในเขตพื้นที่ชั้นใน รวมทั้งได้ทรงพิจารณาให้ทำการกำจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการไหลในทางน้ำ เช่น วัชพืชที่หนาแน่น และจุดที่เป็นคอขวด (Bottle-neck) โดยให้ขยายออกไปเพื่อทำให้น้ำสามารถไหลผ่านได้สะดวก และทรงให้ทำการขุดลอกคลองสายหลัก ๆ เพื่อทำการรักษาพื้นที่หน้าตัดคลองให้พอเพียงที่จะลำเลียงน้ำผ่านไปได้

        นอกจากนั้น ในบริเวณที่เป็นที่ลุ่มหรือมีระดับพื้นดินต่ำกว่าปกติ อันเป็นผลเนื่องมาจากแผ่นดินทรุด ได้โปรดให้สร้างคันล้อมรอบ (Polder) และติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้มีขนาดที่เหมาะสม ทำการระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ออกไป

                ๑.๓ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Engineering) จากการเกิดภาวะน้ำเน่าเสีย ในพ.ศ. ๒๕๒๘ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ทำการถ่ายเทน้ำในคลองสายต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพมหานคร เพื่อไม่ให้เกิดสภาพน้ำเน่าเสีย ซึ่งเมื่อมีการหมุนเวียนน้ำอยู่ตลอดเวลาจะสามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงของการเน่าเสียได้

        นอกจากนั้น ยังโปรดให้พัฒนาบึงมักกะสันขึ้นเป็นแหล่งกำจัดน้ำเสียตามธรรมชาติโดยใช้ผักตบชวาทำหน้าที่ดูดซับความเน่าเสียให้มีความเจือจางลงก่อนจะระบายออกไป

                ๑.๔ การพัฒนาและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการแก้ไขปัญหา (New Technology Implement) ได้ทรงพยายามคิดค้นแนวทางและเครื่องจักรเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา เพื่อใช้งานอยู่เสมอ เช่น การพัฒนาเครื่องผลักดันน้ำ สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของคลองระบายน้ำสายต่าง ๆ

        ๒. หลักการทางด้านเศรษฐศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงข้อจำกัดทางด้านงบประมาณของหน่วยราชการที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่ได้พระราชทานอยู่เสมอ จึงทรงพยายามเน้นหนักในแง่การใช้จ่ายให้ประหยัดที่สุดและได้ผลดีด้วย เช่น การระบายน้ำออกจากพื้นที่นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเอาไว้อย่างพอเพียงแต่ก็ยังทรงเน้นให้ทำการระบายน้ำด้วยระบบธรรมชาติให้เต็มที่ก่อน แล้วจึงทำการเสริมด้วยเครื่องสูบน้ำเพื่อเป็นการประหยัดค่ากระแสไฟฟ้า นอกจากนั้น ในการกำหนดจุดให้สร้างอาคารควบคุมบังคับน้ำในคลองสายหลักก็ได้ทรงพิจารณาเลือกเฉพาะจุดที่มีความสำคัญและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การก่อสร้างทำนบกั้นน้ำในคลองแสนแสบ เพื่อให้คลองแสนแสบสามารถระบายน้ำได้เพิ่มขึ้น สำหรับการพัฒนาบึงมักกะสัน ก็โปรดให้พัฒนาเฉพาะในส่วนที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น โดยรักษาสภาพแวดล้อมในบางส่วนไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องลงทุนเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งปรากฏว่า สามารถพัฒนาแหล่งน้ำให้มีสภาพแวดล้อมดีขึ้น และใช้เป็นตัวอย่างในการพัฒนาแหล่งน้ำอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน

        ๓. หลักการทางด้านสังคม ในการพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำเน่าเสีย นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงคำนึงถึงผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อยู่เสมอ เช่น ในการโปรดให้สร้างคันกั้นน้ำในพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ได้ทรงพยายามเลือกแนวไม่ให้ผ่านเขตชุมชน หรือที่อยู่อาศัยที่หนาแน่นของประชาชน โดยการให้เลือกใช้แนวถนนเดิมเป็นหลัก รวมทั้งการสร้างอาคารตามแนวคันกั้นน้ำเพื่อใช้ควบคุมไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินไปจนเกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนด้านนอกคันกั้นน้ำ ส่วนการรับน้ำเข้ามาเพื่อช่วยบรรเทาสภาพความเน่าเสียของน้ำในคลองสายหลัก ๆ ได้ทรงพยายามเน้นให้ควบคุมระดับน้ำในคลองไม่ให้ล้นตลิ่งเข้ามาท่วมในเขตที่ลุ่ม หรือไม่ก็ต้องหาทางแก้ไขป้องกันตามจุดที่จะท่วมเหล่านั้นเสียก่อน เช่น การรับน้ำเข้าในคลองสามเสน ระดับน้ำที่ปากคลองไม่ควรเกิดกว่า +๐.๗ หรือในคลองบางซื่อไม่ควรเกินกว่า +๑.๐ ที่ปากคลอง นอกจากนี้ในการพัฒนาพึงมักกะสัน ได้ทรงเน้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เกี่ยวกับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยของประชาชนในบริเวณนั้น โดยไม่จำเป็นต้องโยกย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ เพียงแต่ขอให้จำกัดการเพิ่มจำนวนผู้อยู่อาศัยไม่ให้มากขึ้น จนทำให้สภาพแหล่งน้ำสูญเสียสภาพไปได้

[แก้ไข] สรุปการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

        จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทรงทราบข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนบรรลุผลนั้น ได้ก่อประโยชน์อย่างยิ่งต่อพสกนิกรโดยทั่วถึงกันในด้านต่าง ๆ ดังนี้

        ๑. ผลทางด้านเศรษฐกิจ จากการที่สามารถบรรเทาความรุนแรงของภาวะน้ำท่วมลงได้ ทำให้สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล ซึ่งจากการประเมินโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในพ.ศ. ๒๕๒๖ กรุงเทพมหานคร ประสบปัญหาน้ำท่วมนานถึงประมาณ ๓-๔ เดือน มีความเสียหายมูลค่าถึง ๖,๕๙๘ ล้านบาท โดยที่ถ้าหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่พระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว ความเสียหายอาจจะมีมูลค่าสูงกว่านี้อีกมาก

        ๒. ผลทางด้านสังคม ได้ช่วยบรรเทาสภาวะทางด้านจิตใจของประชาชน ให้รู้สึกไม่เกิดความวิตกกังวลต่อปัญหาน้ำท่วม ส่วนการแก้ไขสภาวะน้ำเน่าก็สามารถกำจัดแหล่งปฏิกูลและความเน่าเสียของน้ำในคลอง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของโรคภัยต่าง ๆ อันเป็นผลทำให้ภาพพจน์ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยไม่สูญเสีย และทำให้สุขภาพอนามัยของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ดีขึ้นกว่าเดิม



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนท

 
 
 
   Hosted by kapook.com