.:: อันเนื่องมาจากพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง”
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมโดยพื้นฐานและเป็นอาชีพหลักของประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท พระองค์จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนและศึกษาความเป็นอยู่ของพสกนิกรในพื้นที่ชนบททุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้ทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดารและทรงรับทราบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนทั่วทุกท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่พระบรมราชวินิจฉัยในปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยพระราชทานแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพัฒนาให้ประชาชนและชุมชนในชนบทมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งตนเองได้ อันเป็นแนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง


สารบัญ

[แก้ไข] หลักการทรงงาน


          การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงยึดหลักการในการพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตลอดเวลาหกทศวรรษที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ ประการแรก : การพัฒนาต้องเอา “คน” เป็นตัวตั้ง และยึดหลัก “ผลประโยชน์ของประชาชน” และ “การมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน”

          โดยในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการ ทรงให้ยึดหลักประชาชนทุกคนต้องได้รับประโยชน์จากโครงการและคนส่วนใหญ่ต้องเสียสละดูแลช่วยเหลือคนส่วนน้อย ยึดหลักคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุนหรือ ขาดทุนคือกำไร คือการให้และการเสียสละอันมีผลเป็นกำไรคือ ความอยู่ดีมีสุข ของประชาชน และต้องให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในโครงการตั้งแต่ขั้นตอน การทำประชาพิจารณ์ ก่อนเริ่มโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเลือกหาทางออกของตนเอง แล้วจึงให้ผู้นำท้องถิ่นและข้าราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการร่วมกันต่อไป ประการที่สอง : ยึดหลัก “ภูมิสังคม” ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคและท้องถิ่น

          โดยการพัฒนาตามแนวพระราชดำริจะต้องมีกระบวนการศึกษาและวางแผนที่สอดคล้องกับ ภูมิ หรือลักษณะภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ คือ สภาพธรรมชาติแวดล้อมรอบๆ ตัวคน และต้องอยู่บนพื้นฐานเดิมของ สังคม หรือภูมิประเทศทางสังคมวิทยา ที่คำนึงถึงการดำเนินวิถีชีวิตของ คน ในสังคมหนึ่งๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อและศาสนา ประเพณี เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมในสังคมนั้นๆ

          ทรงให้ความสำคัญต่อการใช้หลักวิชาในการ ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ และ พัฒนาคน โดยสร้างความรู้ความเข้าใจของคนในพื้นที่ต่อหลักการและประโยชน์ของการพัฒนา รวมทั้งข้าราชการก็ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา คือ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในสภาพภูมิสังคมของคนในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีปัญหาเช่นไรและมีความต้องการอะไร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การวางแผนและการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถแก้ปัญหาและสอดรับกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ประการที่สาม : การพัฒนาต้องเริ่มต้นจาก “การพึ่งตนเอง” ให้ได้ก่อน

          โดยรู้จักประมาณตนและดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และ ทำตามลำดับขั้นต้องสร้างพื้นฐานความเป็นอยู่ของประชาชนและครอบครัวให้พอมี พอกิน พอใช้ก่อน โดยใช้วิธีการที่ประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งและเป็นอิสระแล้ว จึงค่อยพัฒนาขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยน การรวมกลุ่มช่วยเหลือพึ่งพากันและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้แล้ว จึงพัฒนาเครือข่ายเชื่อมสู่สังคมภายนอกเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อไป ดังที่ทรงใช้คำว่า ระเบิดจากข้างใน


[แก้ไข] การพัฒนาศักยภาพคนทุกมิติ


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อ การพัฒนาคน เป็นอย่างยิ่ง โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในระยะแรกๆ ล้วนแต่เป็นการพัฒนาสุขภาพอนามัยและการศึกษาของประชาชน ทรงเริ่มจากโครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน ซึ่งเมื่อมีการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ก็ได้ขยายขอบข่ายโครงการออกไปกว้างขวางในภูมิภาคต่างๆ โดยทำหน้าที่บำบัดรักษาประชาชนที่ส่วนใหญ่ยากจน และอบรมหมอหมู่บ้านอาสาสมัครในพื้นที่ห่างไกล และพระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดตั้ง กองทุนโปลิโอ ให้สร้างศูนย์ผลิตวัคซีน BCG ของสภากาชาดไทย รวมทั้งโครงการด้านสาธารณสุขอีกมากมายในปัจจุบัน ในด้านการศึกษาได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้ทหารจัดสร้าง โรงเรียนร่มเกล้า แก่ผู้ขาดโอกาสในพื้นที่ห่างไกล พระราชทาน โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ สำหรับชาวภูเขา และ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สำหรับเด็กที่กำพร้า ตลอดทั้งทรงจัดตั้งทุนการศึกษาสำหรับบุคคลต่างๆ ไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อกลับมาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ ได้แก่ ทุนภูมิพล และ ทุนอานันทมหิดล เป็นต้น

          นอกจากนี้ ตลอดเวลาหกทศวรรษที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่พสกนิกรที่ทรงให้ความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกในศีลธรรมแก่ประชาชน ให้รู้จักประมาณตน ประหยัดอดออม ไม่โลภ มีคุณธรรมและจริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มีความเพียรและอดทน รู้จักเสียสละและแบ่งปันอยู่เสมอ ดังนั้น การพัฒนาคนตามแนวพระราชดำริจึงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของคนทุกมิติ ทั้งด้านร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสติปัญญาที่รอบรู้ และมีจิตใจที่สำนึกในคุณธรรม มีจริยธรรมและความเพียร อันเป็นการขยายโอกาสและทางเลือกให้แก่ประชาชนในการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างมั่นคงยั่งยืน และจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืนตามไปด้วย


[แก้ไข] การพัฒนาแบบองค์รวม


          การยึดหลัก ภูมิสังคม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีลักษณะเป็น การพัฒนาแบบองค์รวม กล่าวคือ เป็นการพัฒนาที่ บูรณาการ ทุกด้านเข้าด้วยกันภายใต้กระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ในการนี้ได้พระราชทาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นแนวทางการทำงานแบบองค์รวมตามพระราชดำริ โดยทรงจำลองพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทางสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละภูมิภาคไว้สำหรับให้ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง พัฒนา และเป็น "ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จสำหรับเกษตรกร”

          นับเป็นมิติใหม่ของการบริหารงานร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกเฉพาะส่วนอย่างที่เคยทำกันในอดีต โดยนำเอาแผนงานกิจกรรมของหน่วยราชการต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและเกษตรกรมากที่สุด ทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ โดยสามารถขอรับบริการได้ทั้งด้านการเกษตร การจัดหาน้ำ เมล็ดพันธุ์พืช การตลาด การฝึกอบรมต่างๆ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ จึงเป็นการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่และชุมชนอย่างบูรณาการและครบวงจร

          นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าว ยังทำหน้าที่เสมือน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อเกษตรกร ประชาชน และหน่วยงานที่สนใจได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาเรียนรู้อย่างรอบด้าน จากสภาพความเป็นจริงของการดำรงวิถีชีวิต ความรู้ที่รวบรวมสรรพวิชาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้มีการทดลองวิจัยและปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่ ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติแวดล้อมและการประกอบอาชีพของประชาชน ตลอดทั้งการเรียนรู้วิธีการทำงาน ร่วมมือ ร่วมแรง และร่วมใจกัน ของหน่วยราชการหลายฝ่าย ที่ได้ก่อให้เกิดการ รู้ รัก สามัคคี ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นพื้นฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และขยายผลการพัฒนาให้กระจายในวงกว้างสู่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำรินี้ มีจำนวน ๖ แห่ง กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนของแต่ละภูมิภาคที่มีลักษณะภูมิสังคมแตกต่างกัน โดยการศึกษาค้นคว้า ทดลองวิจัยในแต่ละศูนย์ให้ความสำคัญในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับภูมิสังคมของภูมิภาคนั้น ได้แก่

๑) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีงานหลักคือ ทำการค้นคว้า ทดลอง และสาธิตเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนสภาพและใช้ทำมาหากินได้

๒) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี ทำการศึกษาพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม

๓) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จังหวัดจันทบุรี ทำการศึกษาการพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งและการประมง

๔) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาพัฒนาและค้นคว้าวิจัยเรื่องป่าไม้เสื่อมโทรม และการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารเพื่อประโยชน์ทางเกษตรกรรมและการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่พื้นผิวดิน

๕) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ทำการศึกษาวิจัยดินพรุในภาคใต้ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมได้

๖) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จังหวัดสกลนคร ศึกษาพัฒนาการอาชีพทั้งทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรมในครัวเรือนและการพัฒนาหมู่บ้านตัวอย่าง


[แก้ไข] การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


          ในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อมุ่งสู่ประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ชนบทและชุมชนท้องถิ่นนั้น พระองค์มิได้ทรงให้ความสำคัญแต่การพัฒนาอาชีพและการพัฒนาทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ทรงมุ่งเน้นให้ประชาชนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสันติและเกื้อกูลกัน ทั้งนี้เพราะเป็นฐานการทำมาหากินและการดำรงวิถีชีวิตที่สำคัญที่สุดของประชาชนในชนบท ซึ่งได้เสื่อมโทรมลงมากจากการใช้ประโยชน์ของภาคเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้รับการจัดการแก้ไขฟื้นฟูได้เท่าทันสถานการณ์ จึงได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการจัดการน้ำ การปลูกป่าและการอนุรักษ์ดิน เนื่องด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งสามด้านนี้คือห่วงโซ่ของทุกชีวิต แนวทางดำเนินการจึงต้องมีการอนุรักษ์และพัฒนาควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้องและไม่ทำลายธรรมชาติแวดล้อม

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ และทรงคิดวางโครงการพัฒนาพลังงานจากน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเริ่มแรกคือ การคิดค้นสร้างฝนเทียมหรือที่รู้จักกันดีว่า ฝนหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำแล้งให้มีน้ำใช้ในการเกษตรและการบริโภค ในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและอนุรักษ์ป่าไม้ ได้ทรงคิดค้นวิธีการแก้ไขโดยง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนและสอดคล้องกับสภาพระบบนิเวศและสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เป็นการ ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ อาทิ การปลูกป่า ๓ อย่างแต่ได้ประโยชน์ ๔ อย่าง คือ การปลูกป่าใช้ไม้ ป่าสำหรับใช้ผล และป่าสำหรับใช้เป็นไม้ฟืน ตลอดจนเป็นป่าที่ช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธารด้วย

          นอกจากนั้นยังทรงหาวิธีเก็บกักน้ำในพื้นที่สูง ซึ่งทรงนำแนวพระราชดำริมาจากชาวเขา โดยทำฝายเก็บกักน้ำขนาดเล็กตามแนวร่องหุบเขา ที่เรียกว่า ฝายแม้ว (Check Dam) ให้เต็มภูเขา ซึ่งจะเป็นระบบกันไฟเปียกและช่วยให้ป่าชุ่มชื้นสามารถเจริญงอกงามนำไปสู่ฝนตกตามฤดูกาล นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยวิธีที่เรียกว่า แก้มลิง โดยการขุดลอกคลองคูต่างๆ ให้น้ำไหลได้สะดวกและสร้างแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาน้ำเสียโดยใช้หลักการธรรมชาติ ได้แก่ การใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย การใช้เครื่องกรองน้ำธรรมชาติคือวัชพืชดูดซับความสกปรกและสารพิษ การเติมออกซิเจนให้แก่น้ำด้วยกังหันน้ำ และการใช้ป่าชายเลนบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

          สำหรับการพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ได้มีพระราชดำริให้ใช้น้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ดินและใช้น้ำในการแก้ปัญหาดินขาดคุณภาพ เช่น เป็นตัวชะล้างและควบคุมปฏิกิริยาของดินเปรี้ยวหรือดินพรุให้สามารถนำมาใช้เพาะปลูกได้ ที่ใช้คำว่า แกล้งดิน และได้ทรงแนะนำการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อบำรุงดินที่เสื่อมโทรมให้สามารถเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิต ส่วนการป้องกันการพังทลายของหน้าดินตามพระราชดำริ คือ การใช้หญ้าแฝก ซึ่งเป็นวิธีการอนุรักษ์หน้าดินที่มีประสิทธิภาพ จนประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการใช้เทคนิควิชาการใช้หญ้าแฝกที่ประสบผลสำเร็จและก้าวหน้ามากที่สุดในปัจจุบัน


[แก้ไข] แนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่"


          ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน ทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้ทดลองจัดทำเป็นตัวอย่างที่วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โดยเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยึดหลักการ พึ่งตนเอง และชุมชนต้องมี ความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจ ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ควบคู่กับ ความขยันหมั่นเพียรและอดทน เป็นที่ตั้ง โดยพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ๓ ขั้น กล่าวคือ ขั้นที่หนึ่ง การผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับประหยัดก่อน แล้วพัฒนาไปสู่ขั้นพออยู่พอกินและตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบหมด ขั้นที่สอง การรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้านการผลิต การตลาด การเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและสมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนา รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง และ ขั้นที่สาม การสร้างเครือข่ายกลุ่มและขยายขอบข่ายกิจกรรมให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน ในด้านแหล่งเงินทุน การตลาด การผลิต การจัดการข่าวสารข้อมูล และอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน การเพิ่มผลประโยชน์ของกลุ่ม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสร้างความเข้มแข็งในระดับประเทศ


[แก้ไข] สรุป


          ตลอดเวลาหกทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการอ้นเนื่องมาจากพระราชดำริรวมกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ เป็นไปตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตสังคมไทยและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยเอา การพัฒนาคน เป็นตัวตั้งและยึดหลัก ผลประโยชน์ของประชาชน ภูมิสังคม การมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน และ การพึ่งตนเอง โดยดำเนินการอย่างบูรณาการที่อาศัยความ รู้ รัก สามัคคี ของทุกฝ่าย และ เป็นไปตามลำดับขั้น ได้ส่งผลทำให้ประชาชนและชุมชนในชนบทที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถดำเนินการได้อย่างประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่ชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

          ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะที่ระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการค้าเสรีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและแข่งขันสูง ทอดพระเนตรเห็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง จึงได้ทรงเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา พบว่า พระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาบนหลักแนวคิดการพึ่งตนเอง เพื่อให้เกิดความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ของคน

          ส่วนใหญ่ โดยใช้หลักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และทรงเตือนสติประชาชนชาวไทยไม่ให้ประมาท ตระหนักถึงการพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ใช้ความรู้ คุณธรรมและความเพียรในการปฏิบัติและการดำรงชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจเป็นที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง ที่พระองค์ท่านได้ทรงยึดเป็นแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริเสมอมา และทรงให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติแม้เพียงครึ่งเดียวหรือเศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำก็พอ

          แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๔) จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง นี้มาปรับแนวคิดการพัฒนาประเทศใหม่ โดยเปลี่ยนจากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก มาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน ทั้งในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาและผู้ได้รับประโยชน์หรือผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนา เป็นการพัฒนาที่มี คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาให้คนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแบบแยกส่วนมาเป็นบูรณาการแบบองค์รวม มีกระบวนการพัฒนาที่เชื่อมโยงกันทุกมิติ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายในสังคมมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนการพัฒนา

          อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงที่ยึดคนเป็นตัวตั้งและใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนจำต้องสะดุดลงตั้งแต่ปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและสังคมในวงกว้าง ทำให้ต้องหันกลับมาเร่งแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ และลดผลกระทบจากปัญหาการว่างงานและความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 
 
 
   Hosted by kapook.com