.:: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search


[แก้ไข] พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยื่งต่อบรรดาราษฎรในพื่นที่ชนบท ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนเพื่อศึกษาสภาพความเป็นอยู่ซึ่งไปสู่พระบรมราชวินิจฉัยในปัญหา ที่มาแห่งปัญหา แนวทางในการแก้ไขปัญหา พระบรมราชวินิจฉัยในปัญหาความยากจนของพสกนิกรส่วนใหญ่ในชนบท แสดงออกถึงพระอัจฉริยภาพในการวิเคราะหฺเชิงเศรษฐกิจที่ถ่องแท้และลึกซึ้งอันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับใช้อธิบายปัญหาของประเทศไทย

          ในเบื้องแรก ได้ทอดพระเนตรเห็นสัจธรรมว่า เศรษฐกิจชนบทเป็นปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องการความรู้ความเข้าใจในข้อมูลความเป็นจริง อีกทั้งนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการดูแลแก้ไข แรเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร รวมทั้งถิ่นทุรกันดารซึ่งแม้แต่ข้าราชการก็ไม่เคยไปเยือนและนักวิชาการก็มิได้ให้ความสนใจ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับทราบรายละเอียดของปัญหาความเดือนร้อนต่างๆ ของราษฎร ด้วยพระอัจฉริยภาพในการวิเคราะห์ปัญหาและพระปรีชาสามารถในวิชาการแขนงต่าง ๆ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนด “ยุทธศาสตร์” ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะที่สำคัญ

           “ยุทธศาสตร์” ในลักษณะแรกเป็นการสร้าง แบบจำลอง ของเศรษฐกิจไทยที่มีความสอดคล้องกับศักยภาพและสภาพความเป็นจริง เพื่อที่จะได้เห็นบรรดาจุดแข็งและจุดอ่อนซึ่งจะนำไปสู่นโยบายและมาตรการที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหา สำหรับ “ยุทธศาสตร์” ในลักษณะที่ ๒ สะท้อนออกมาเป็น “โครงการ” ต่างๆ ซึ่งมีทั้งโครงการวิจัยและค้นคว้าทดลอง โครงการที่เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โครงการพัฒนาเฉพาะกิจและโครงการเพื่อการศึกษาสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีจำนวนรวมนับพันโครงการทางราชการได้น้อมเกล้าฯ รับโครงการต่างๆ ตามพระราชดำริเพื่อไปพิจารณาดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์

          ในส่วนของ “ยุทธศาสตร” ที่มีลักษณะเป็น “แบบจำลอง” นั้น ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษในหลายเรื่อง ในด้านโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจอันเป็นส่วนรวม ทรงเน้นการพัฒนาโดยการสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นไปโดยลำดับต่อไป

          แนวพระราชดำริในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ต่อมาได้รู้จักกันในมโนทัศน์ “เครษฐกิจพอเพียง” ซึ่งขยายความว่า แนวทางการพัฒนาที่จะนำความมั่นคงและยั่งยืนมาสู่สังคมไทยนั้น จำเป็นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความพอเพียง” ซึ่งหมายถึง “การพอมีพอกิน” ที่เกิดจากการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ ทั้งในระดับบุคคลชุมชนและระดับประเทศเป็นเบื้องต้นก่อน

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า เศรษฐกิจธุรกิจแต่อย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำให้คนไทยพึ่งตนเองได้ และทรงเห็นว่า ถ้าหาก “เศรษฐกิจพอเพียง” มีสัดส่วนเพียงร้อยละ ๒๕ ของระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็จะมีความมั่งคงในการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว”

          การกำหนดฐานรากของโครงสร้างเศรษฐกิจแห่งประเทศไทยด้วยมโนทัศน์ “เศรษฐกิจพอเพียว” ตามนัยข้างต้นนี้ เป็นการอภิวัฒน์แนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีความสำคัญ สามารถนำไปใช้กับกลุ่มประเทศที่มีขีดความสามารถในการพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีในระดับต่ำได้โดยทั่วไปที่แสวงหา “ความพอมีพอกิน” ของราษฎรส่วนใหญ่ และ ความสงบสุข ของสังคมเป็นส่วนรวม

          กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ใน “แบบจำลองทางเศรษฐกิจ” ตามพระราชดำริสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศที่พึ่งตนเองทางเทคโนโลยีได้น้อย ฐานรากของโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวควรจะต้องประกอบด้วยความพอมีพอกินที่เกิดจากการพึ่งตนเองเป็นหลักสำหรับราษฎรส่วนใหญ่ ขณะที่มโนทัศน์ดังกล่าวนี้ก็ควรจะได้ประยุกต์ใช้ในกรณีของประเทศเป็นส่วนรวมด้วย

          นอกจากมโนทัศน์ว่าด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง” แล้ว “แบบจำลอง” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังให้ความสำคัญในอีกหลายด้านซึ่งล้วนแต่เป็นหัวใจของการดำเนินเศรษฐกิจของประเทศไทยและของประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน

          เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรเป็นทั้งอาหารสำหรับบริโภคและวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต่อ “ความพอมีพอกิน” ดังนั้น การเกษตรจึงเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความเอาใจใส่อย่างยิ่งต่อการเกษตรในทุกๆ สาขา ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก, การประมง,การเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น ทรัพยากรน้ำ,ดิน ฟ้า อากาศ ,ป่าไม้,ที่ดิน,เงินทุน ฯลฯ นอกจากนั้นก็ยังมีโครงการตามพระราชดำริอันมุ่งแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรเป็นอันมาก

[แก้ไข] แบบจำลองทางเศรษฐกิจ” ตามพระราชดำริเน้นทั้งความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้แก่การเกษตรของไทย

          การพัฒนาเกษตรให้มีความเข้มแข็งเพียงพอ ย่อมต้องการปัจจัยบางประการซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนของกลไกของพัฒนา ปัจจัยดังกล่าวนี้มีความสำคัญต่อการปรับปรุงแก้ไขในทุก ๆ ปัญหาอันเกี่ยวกบการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องดิน น้ำ กรรมวิธีการผลิต การกำจัดศัตรูพืช ฯลฯ หรือในเรื่องของการค้นคว้าทดลอง แบะจุดอ่อนในปัจจัยดังกล่าวนี้ก็คือจุดอ่อนของการเกษตรในเศรษฐกิจของประเทศไทย

          ใน“แบบจำลอง” ตามพระราชดำรินั้น บทบาทของ “เทคโนโลยี” มีความโดดเด่น กล่าวคือ การใช้ความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ความจริงความรู้ในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตรมีอยู่มากพอสมควร เพียงแต่ต้องคัดเลือกความรู้ที่มีความเหมาะสมมาใช้ ตลอดจนวิธีการที่เหมาะสมในการใช้เท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า เทคโนโลยีนั้น โดยหลักการคือการทำสิ่งที่ดีสมบูรณ์แบบจึงควรจะสร้างสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และมีความสูญเปล่าหรือความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด

           “เทคโนโลยี” ใน “แบบจำลองทางเศรษฐกิจ” ตามพระราชดำรินั้นได้รวมไปถึงเทคโนโลยีในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เข่น ที่ดินและน้ำด้วย ซึ่งตัวอย่างของการนี้ก็คือ “ทฤษฎีใหม่” อันเป็นหลักการหรือแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก

          อย่างไรก็ตาม อาจจะกล่าวได้ว่าพระราชดำริอันเกี่ยวกับ “สหกรณ์” น่าจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นพิเศษใน “แบบจำลอง” ของเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย เพราะเป็น “คำตอบ” ที่ตรงจุดสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท

[แก้ไข] เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภว่า

          การทำมาหากิจของราษฎรขึ้นอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ การประกอบอาชีพของราษฎรเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ มุ่งแต่การผลิตเป็นสำคัญ หาได้คำนึงถึงการจำหน่ายพืชผลที่ผลิตได้นั้นไม่ฉะนั้นเมื่อผลิตพืชผลได้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะนำไปขาย ณ ที่ใด ผู้ผลิตจึงอยู่ในฐานะที่ลำบาก ไม่สามารถจะประกอบอาชีพให้เป็นปึกแผ่นได้ เมื่อมีอุปสรรคเช่นนี้ ก็ต้องคิดหาทางแก้ไขในทางหาตลาดซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในขบวนการผลิด

          อนึ่ง ผู้ผลิตควรรวบรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันในการประกอบอาชีพของแต่ละคนให้เป็นผลดีที่สุด ต้องเป็นผู้ริเริ่มงานเองโดยอาศับความขยันหมั่นเพียรและความซื่อสัตย์ต่อกันเป็นที่ตั้ง แรงงานของสมาชิกแต่ละคนที่ใช้สำหรับการนี้เป็นสำคัญส่วนหนึ่งที่จะให้กิจการซึ่งร่วมกันกระทำนั้นเป็นผลสำเร็จ ผู้ผลิตต้องระลึกอยู่เสมอว่าต้องพึ่งตนเอง วัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มผู้ผลิตไม่ควรจำกัดแต่เพียงการผลิตเท่านั้น ยังต้องคำนึงถึงการหาตลาดสำหรับพืชผลที่ผลิตได้และการอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่หมู่คณะด้วย

          การรวมคนเป็นหมู่คณะเพื่อดำเนินงานในการประกอบอาชีพให้บังเกิดประโยชน์ร่วมกันนี้เป็นเรื่องที่จะปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จได้ยากเพราะทุกคนที่อยู่ในหมู่คณะจะต้องยอมเสียสละทั้งแรงและสติปัญญา งานใดที่เป็นงานของส่วนรวมหรือตกเป็นภาระของแต่ละคนจะต้องช่วยกันปฏิบัติจัดทำด้วยความเข้มแข็ง เพื่อนำกิจการของหมู่คณะไปสู่จุดหมาย เรื่องเหล่านี้ชาวไร่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่ามความสำคัญยิ่ง ถ้าหากละเลยการใดการหนึ่งเสียเมื่อใด การงานที่ได้กระทำไปแล้วล้มเหลว อนึ่ง การจัดการธุรกิจต่างฟ เกี่ยวกับการผลิตให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตกเป็นหน้าที่ของกลุ่มผู้ผลิตเอง ให้พยายามทำด้วยตนเองให่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นในที่สุด

          อีกประการหนึ่ง ในการผลิตพืชผลที่นำออกจำหน่ายนั้น จะต้องรักษาคุณภาพให้ดีสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ซื้อไว้วางใจได้ ถ้าคุณภาพของสินค้าเสื่อมลงเมื่อใด ผู้ซื้อจะหมดความเชื่อถือและกลุ่มผู้ผลิตจะสูญเสียตลาด เป็นการนำความเสียหายหาให้แก่หมู่คณะเอง

          พระราชปรารภดังกล่าวนี้ อาจสรุปเป็นหลักการที่สำคัญในการดำเนินงานของ “สหกรณ์” ตามพระราชประสงค์ ประกอบด้วย การรวมกลุ่มบุคคลที่ประกอบอาชีพ อย่างเดียวกันและมีคุณสมบัติที่เหมาะสม การอาศัยหลักการพึ่งตนเองเป็นที่ตั้ง การอบรมให้สมาชิกมีความเข้าใจในหลักของสหกรณ์ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ร่วมกันประกอบการเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกรวบรวมผลผลิตของสมาชิกออกจำหน่าย ฯลฯ เน้นในเรื่องความสามัคคีระหว่างสมาชิก และการหลีกเลี่ยงอบายมุข แนะนำออกใช้เทคโนโลยีในการผลิต และจัดหารแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินงาน ต่อมาหลักการตามพระราชปรารภฯ ได้นำไปสู่การจัดตั้งศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัส ที่เกี่ยวกับแนวพระราชดำริในเรื่องของ สหกรณ์เมี่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่เกี่ยวกับแนวพระราชดำริในเรื่องของสหกรณ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ ซึ่งมีความสำคัญในตอนหนึ่งว่า การสหกรณ์นี้ถ้าเข้าใจดีแล้วก็เห็นได้ว่าเป็นวิธีทางเดียวที่จะทำให้มีความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้ และต้องเข้าใจว่าเป็นสหกรณ์ที่เรียกว่าการสหกรณ์แบบเสรี คือแต่ละคนต้องมีวินัยจริงแต่ว่าไม่อยู่ในบังคับของใครเลย อยู่ในบังคับของวินัยที่ตัวเองต้องเป็นผู้รับรอง ไม่ใช่สหกรณ์แบบที่วินัยเป็นข้อบังคับที่มาจากที่อื่น

           “แบบจำลอง” เศรษฐกิจแห่งประเทศไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีสาระสำคัญตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้นนี้ เป็น “แบบจำลอง” ที่แสดงสภาพความเป็นของเศรษฐกิจไทยที่ควรจะเป็น หากวัตถุประสงค์ของนโยบายเศรษฐกิจคือความสุขสมบูรณ์ตามควรแก่อัตภาพของประชาชนส่วนใหญ่และความสงบสุขแห่งสังคม

          ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๗ ว่า “ให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอดแต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ”           กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “แบบจำลอง” ตามพระราชดำรินี้ คือ “ทฤษฎีเศรษฐศาตร์” ที่ได้รับการปรับแต่งให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีขีดความสามารถพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีในระดับค่อนข้างต่ำ เช่นประเทศไทยในปัจจุบัจ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • หนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต
  • ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
 
 
 
   Hosted by kapook.com