Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบท ทรงเห็นสภาพความยากจน แม้กระทั่งชาวนาผู้ปลูกข้าวเองยังขาดแคลนข้าวที่จะบริโภคและทำพันธุ์ จึงแก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมข้าวหรือเงินจากพ่อค้าคนกลาง โดยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงมาก บางครั้งก็กู้ยืมโดยการขายข้าวเขียว ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้ไม่เพียงพอสำหรับ การบริโภคและการชำระหนี้ในที่สุด ก็กลายเป็นผู้มีหนี้สินพอกพูนท่วมตัว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกษตรกร พ้นจากการเป็นหนี้สิน และมีข้าวบริโภคได้ไม่ขาดแคลน ทรงพระราชดำริว่าธนาคารข้าวจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ จึงทรงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารข้าวขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พระราชทานข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้านหลายหมู่บ้าน เพื่อเป็นทุนดำเนิน กิจการธนาคารข้าว โดยพระราชทานแนวทางในการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจนดังนี้
"…..ให้มีคณะกรรมการควบคุมที่คัดเลือกจากราษฎรในหมู่บ้านเป็นผู้เก็บรักษาพิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืมและรับข้าวคืน ตลอดจนจัดทำบัญชีทำการของธนาคารข้าวราษฎรที่ต้องการข้าวไปใช้บริโภคในยามจำเป็น ให้ลงบัญชียืมข้าวไปใช้จำนวนหนึ่ง เมื่อสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วก็นำมาคืนธนาคารพร้อมดอกเบี้ยเล็กน้อยตามแต่ตกลงกัน ซึ่งข้าวที่เป็นดอกเบี้ยดังกล่าว ก็จะเก็บรวบรวมไว้ในธนาคาร และถือเป็นสมบัติของส่วนรวม สำหรับกรรมการควบุคมข้าวนั้นมีสิทธิในการขอยืมข้าวเท่ากับราษฎรทุกประการ ต้องอธิบายให้กรรมการและราษฎรเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงหลักการของธนาคารข้าว โดยพยามยามชี้แจงอย่างง่าย ๆ แต่ต้องให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจดีกรรมการและราษฎรก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อหลักการ เมื่อยืมข้าวจากธนาคารซึ่งเป็นของส่วนรวมไปใช้ และถึงกำหนดเวลาที่สัญญาไว้ ก็ต้องนำข้าวมาคืนพร้อมดอกเบี้ย นอกจากมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งต้องชี้แจงให้กรรมการพิจารณาข้อเท็จจริง ราษฎรต้องร่วมมือกันสร้างยุ้งฉางที่แข็งแรง ทั้งนี้ หากปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้ จำนวนข้าวที่หมุนเวียนในธนาคารจะไม่มีวันหมด แต่จะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นและจะมีข้าวสำหรับบริโภคตลอดไปถึงลูกหลาน ในที่สุด ธนาคารก็จะเป็นแหล่งที่รักษาผลประโยชน์ของราษฎรในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านด้วย….."
ธนาคารข้าวเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเชิงการให้สวัสดิการสังคมและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน โดยราษฎรมีแหล่งข้าวกลางของหมู่บ้านที่สามารถกู้ยืมไปบริโภคหรือทำพันธุ์ ซึ่งเสียดอกเบี้ยต่ำกว่าการกู้จากพ่อค้าคนกลาง รัฐบาลได้สนองพระบรมราโชบายขยายขอบเขตการดำเนินงานของธนาคารข้าวออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถแก้ไขปัญหา การขาดแคลนข้าวได้ในระดับหนึ่ง ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งยังเป็นการลดหนี้สินลงได้มาก นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของชุมชนในอันที่จะเรียนรู้และดำเนินการแก้ไขปัญหาของตน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาในชุมชนอีกด้วย
[แก้ไข] โครงการธนาคารข้าวของในหลวง รัฐบาลควรทำให้เป็นนโยบายแก้ปัญหาชนบทยากจน เพื่อความมั่นคง (1)
... ขอทวงถามแบบคนโง่ๆ สักหน่อย เพราะยอมรับว่าตัวเองเป็น "คนโง่" ในเรื่องที่ยังไม่มีข้อมูลกระจ่างชัดเพื่อกันอคติสำหรับภูมิปัญญาตัวเอง
... เลยอยากถามรัฐบาลและ คมช. ว่าให้ความสนใจเรื่องโครงการธนาคารข้าวของเบื้องพระยุคลบาทในหลวงของเรากันหรือไม่
... แล้วหน่วยงานที่เคยรับผิดชอบอยู่ ทำกันไปถึงไหนกันแล้ว ... ก็ด้วยยังไม่เห็นมีการพูดถึง กล่าวถึง เขียนถึงกันเลยในโครงการอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านเรื่องธนาคารข้าวนี้ .
.. ถึงใคร่ขอนำรายละเอียดมาทบทวนกันให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระปรีชาญาณที่ก้าวไกล จนใคร่ขอให้รัฐบาล และคมช. ให้ความสนใจนำโครงการธนาคารข้าวนี้มาทำให้เป็นนโยบายแก้ปัญหาขนบทยากจนและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศอีกด้วย
จึงขอกราบเบื้องพระบุคลบาทอัญเชิญพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาเป็นปฐมเหตุของบทความนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลดังต่อไปนี้
"...โครงการที่ได้ปฏิบัติมาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ได้ใช้ข้าวเป็นจำนวนมากสำหรับส่งไปสงเคราะห์ในบริเวณชายแดน โดยอาศัยการส่งไปให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อที่จะได้แจกจ่ายแก่ผู้ที่ขาดแคลน นอกจากนี้ก็ได้ปฏิบัติอีกวิธีหนึ่งคือ นอกจากจะไปแจกแก่ผู้ที่ขาดแคลนคือ ได้ไปตั้งเป็นคลัง เป็นฉางข้าวในบางแห่งคือ บางแห่งมีความขาดแคลนข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่แล้วก็มีความเดือดร้อนเพราะว่ามีการขาดน้ำ ทำให้ข้าวไม่ได้ผลเพียงพอ จึงได้ให้ข้าวจำนวนหนึ่งแก่หมู่บ้านและตั้งเป็นฉางข้าว กล่าวคือ ให้ข้าวไว้และก็ถ้าต่อมาเขามีรายได้เพิ่มขึ้นหรือปลูกข้าวได้ก็เอามาคืนโดยมีดอกเบี้ยเพิ่มเติมเข้ามา ข้าวที่ให้ไปจึงเป็นข้าที่หมุนเวียนและทำให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าใจถึงการประหยัดถึงวิธีที่จะร่วมมือกัน มีชีวิตเป็นกลุ่ม..."
พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์ดุสิตกรุงเทพและบริษัท ศรีกรุงวัฒนา จำกัด ณ พระตำหนักจิตรลดา
20 มิถุนายน 2511
เมื่อได้นำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านล้นเกล้าฯในหลวงของเราแล้ว ต่อไปนี้ก็ขออนุญาตนำข้อมูลเรื่องโครงการธนาคารข้าว จากหนังสือเรื่อง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชกับงานพัฒนา" จัดทำโดยคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริร่วมกับสำนักราชเลขาธิการมาให้ได้รับทราบกันและฝากถึงรัฐบาลและ คมช. ถ้ายังไม่ได้คิดถึงกันน่าจะนำมาเป็นโครงการเพื่อถวายแด่ล้นเกล้าล้นกระหม่อมในหลวงเราของปีมิ่งมหามงคลของไทยเราในปีนี้กัน ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณาครับ
ความรู้ทั่วไป
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวปีละประมาณ 19 ล้านตัน เป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่รายหนึ่งของโลก นับเป็นประเทศที่มีธัญพืชและทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ยิ่งแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีผู้คนในชนบทจำนวนมาก ภายหลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวข้าวในนาของตนไปแล้ว กลับขาดแคลนข้าวที่จะบริโภคหรือใช้ทำพันธุ์ในฤดูเพาะปลูกครั้งต่อไป
การขาดแคลนข้าวของชาวนาในชนบท เป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ครัวเรือนที่ยากจนมักแก้ไขปัญหาโดยวิธีกู้ยืมจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งอาจจะกู้ยืมเป็นข้าวหรือเป็นเงินโดยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก เฉลี่ยแล้วราวร้อยละ 30-120 บาทต่อปี ในบางกรณีก็ต้องกู้ยืมโดยวิธีการขายข้าวเขียวซึ่งเป็นผลให้ผู้กู้เสียเปรียบอย่างมาก ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคและการชำระหนี้ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ที่มีหนี้สินพอกพูน ตกอยู่ในสภาพที่ยากจนล้าหลัง ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ และเป็นที่มาของปัญหาการพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อไปอีก
การที่ประเทศเรามีธัญพืชมากพอที่จะเลี้ยงดูคนทั้งประเทศ แต่ก็ยังมีผู้ที่ไม่มีข้าวพอกินเป็นสองภาพที่ขัดแย้งกันของชนบทไทย ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยปัจจัยหลายประการประกอบกัน นับแต่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและน้ำ ประสิทธิภาพของการผลิต การควบคุมระบบตลาด กลไกราคาและภาวะการค้าต่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดนโยบายและวางแผนที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยมาตรการต่างๆ จำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็เป็นเรื่องระยะยาวที่มองไม่เห็นผลในทันที
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการธนาคารข้าว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ สู่ภูมิภาคต่างๆ ในท้องถิ่นชนบทของประเทศอย่างสม่ำเสมอมานับสิบปี ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงเห็นสภาพความยากจน เดือดร้อนและเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งแจ่มชัดถึงสาเหตุแห่งปัญหา พระองค์ทรงริเริ่มและพระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาในระดับต่างๆ อย่างเหมาะสม ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะให้ประชาชนพึ่งตนเอง ให้พึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด ในบางเรื่องทรงเห็นว่าการจัดสรรทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว และในบางกรณีก็ทรงเห็นว่าจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว ทรงพยายามทำทุกวิถีทางให้เกษตรกรมีข้าวพอกิน อาจกล่าวได้ว่า "ธนาคารข้าว" เป็นผลมาจากพระปรีชาดังกล่าว เป็นความพยายามด้านหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเป็นพระราชประสงค์โดยตรงที่จะให้ทางราชการไปช่วยเหลือในการจัดตั้งธนาคารข้าว เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรที่ยากจนโดยทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการก่อรูป "ธนาคารข้าว" ขึ้นและทำให้ธนาคารข้าวกลายเป็นแนวคิดที่แพร่หลาย เป็นนโยบายของรัฐและเป็นแผนงานสำคัญแผนหนึ่งของการพัฒนาชนบทยากจนที่ผ่านมา
[แก้ไข] โครงการธนาคารข้าวของในหลวง รัฐบาลควรทำให้เป็นนโยบายแก้ปัญหาชนบทยากจน เพื่อความมั่นคง (2)
... ขอทวงถามแบบคนโง่ๆ สักหน่อย เพราะยอมรับว่าตัวเองเป็น "คนโง่" ในเรื่องที่ยังไม่มีข้อมูลกระจ่างชัดเพื่อกันอคติสำหรับภูมิปัญญาตัวเอง
... เลยอยากถามรัฐบาลและ คมช. ว่าให้ความสนใจเรื่องโครงการธนาคารข้าวของเบื้องพระยุคลบาทในหลวงของเรากันหรือไม่ .
.. แล้วหน่วยงานที่เคยรับผิดชอบอยู่ ทำกันไปถึงไหนกันแล้ว .
.. ก็ด้วยยังไม่เห็นมีการพูดถึง กล่าวถึง เขียนถึงกันเลยในโครงการอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านเรื่องธนาคารข้าวนี้
... ถึงใคร่ขอนำรายละเอียดมาทบทวนกันให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระปรีชาญาณที่ก้าวไกล จนใคร่ขอให้รัฐบาลและ คมช. ให้ความสนใจนำโครงการธนาคารข้าวนี้มาทำให้เป็นนโยบายแก้ปัญหาชนบทยากจนและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศอีกด้วย
จึงขอกราบเบื้องพระยุคลบาทอัญเชิญพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาเป็นปฐมเหตุของบทความนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลดังต่อไปนี้
"...โครงการที่ได้ปฏิบัติมาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ได้ใช้ข้าวเป็นจำนวนมากสำหรับส่งไปสงเคราะห์ในบริเวณชายแดน โดยอาศัยการส่งไปให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อที่จะได้แจกจ่ายแก่ผู้ที่ขาดแคลน นอกจากนี้ก็ได้ปฏิบัติอีกวิธีหนึ่งคือ นอกจากจะไปแจกแก่ผู้ที่ขาดแคลนคือ ได้ไปตั้งเป็นคลัง เป็นฉางข้าวในบางแห่งคือ บางแห่งมีความขาดแคลนข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่แล้วก็มีความเดือดร้อนเพราะว่ามีการขาดน้ำ ทำให้ข้าวไม่ได้ผลเพียงพอ จึงได้ให้ข้าวจำนวนหนึ่งแก่หมู่บ้านและตั้งเป็นฉางข้าว กล่าวคือ ให้ข้าวไว้และก็ถ้าต่อมาเขามีรายได้เพิ่มขึ้นหรือปลูกข้าวได้ก็เอามาคืนโดยมีดอกเบี้ยเพิ่มเติมเข้ามา ข้าวที่ให้ไปจึงเป็นข้าที่หมุนเวียนและทำให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าใจถึงการประหยัดถึงวิธีที่จะร่วมมือกัน มีชีวิตเป็นกลุ่ม..."
พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์ ดุสิตกรุงเทพและบริษัท ศรีกรุงวัฒนา จำกัด ณ พระตำหนักจิตรลดา
20 มิถุนายน 2511
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารข้าวขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เมื่อครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พระราชทานข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ใหญ่บ้านหลายหมู่บ้าน เพื่อให้เป็นทุนเริ่มดำเนินกิจการธนาคารข้าว ได้พระราชทานแนวทางดำเนินงานไว้อย่างละเอียดชัดเจน ดังบันทึกต่อไปนี้
"..ให้มีคณะกรรมการควบคุม ที่คัดเลือกจากราษฎรในหมู่บ้าน เป็นผู้เก็บรักษาพิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืมและรับข้าวคืน ตลอดจนจัดทำบัญชีทำการของธนาคารข้าว ราษฎรที่ต้องการข้าวไปใช้บริโภคในยามจำเป็นให้ลงบัญชียืมข้าวไปใช้จำนวนหนึ่ง เมื่อสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้ว ก็นำมาคืนธนาคารพร้อมด้วยดอกเบี้ยจำนวนเล็กน้อยตามแต่ตกลงกัน ซึ่งข้าวที่เป็นดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเก็บรวมไว้ในธนาคาร และถือเป็นสมบัติของส่วนรวม สำหรับกรรมการควบคุมข้าวนั้น มีสิทธิในการขอยืมข้าวเท่ากับราษฎรทุกประการ ต้องอธิบายให้กรรมการและราษฎรเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงหลักการของธนาคารข้าว โดยพยายามชี้แจงอย่างง่ายๆ แต่ต้องให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจดี กรรมการและราษฎรก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อหลักการ เมื่อยืมข้าวจากธนาคารข้าวซึ่งเป็นของส่วนรวมไปใช้ และถึงกำหนดเวลาที่สัญญาไว้ ก็ต้องนำข้าวมาคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย นอกจากว่ามีเหตุสุดวิสัย ซึ่งต้องชี้แจงให้กรรมการพิจารณาข้อเท็จจริง ราษฎรต้องร่วมมือกันสร้างยุ้งที่แข็งแรง ทั้งนี้หากปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้ จำนวนข้าวหมุนเวียนในธนาคารจะไม่มีวันหมดแต่จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น และจะมีข้าวสำหรับบริโภคตลอดไปจนถึงลูกหลาน ในที่สุดธนาคารข้าวก็จะเป็นแหล่งที่รักษาผลประโยชน์ของราษฎรในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านด้วย.."
สรุป
รัฐบาลโดยหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับสนองพระบรมราโชบาย ขยายขอบเขตการดำเนินงานธนาคารข้าวออกไปอย่างกว้างขวาง จนถึงปี พ.ศ. 2528 มีธนาคารข้าวที่จัดตั้งขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ มากกว่า 4,300 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 57 จังหวัด จำนวนข้าวหมุนเวียนในธนาคารข้าวมากกว่า 14.5 ล้านกิโลกรัม หลักการดำเนินของธนาคารข้าวปัจจุบันสามารถปรับใช้ได้กับสภาพปัญหาและความจำเป็นที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ เช่น ลักษณะการให้บริการ ซึ่งมีทั้งให้เปล่า ให้โดยแลกแรงงาน ให้ยืมหรือให้กู้ สำหรับทุนดำเนินงานนั้นอาจหาทุนได้หลายวิธี เช่น การับบริจาค การเรียกหุ้น ฯลฯ และในกรณีที่ไม่สามารถจัดตั้งกองทุนเริ่มต้นขึ้นมาได้เอง ก็อาจเสนอแผนงานเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐได้
ธนาคารข้าว เป็นโครงการในเชิงการให้สวัสดิการสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นการโอนรายได้ (Transfer Income) จากคนรวยไปยังคนจน และเป็นการกระจายรายได้ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ ราษฎรมีแหล่งข้าวกลางของหมู่บ้านที่สามารถกู้ยืมไปบริโภคหรือทำพันธุ์ โดยเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำกว่าอัตราซึ่งต้องเสียให้แก่พ่อค้าคนกลางเป็นอันมาก ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการอดอยากขาดแคลน ช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ และระดับรายได้ของเกษตรกรที่ยากจน เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลและตรงจุดประการหนึ่ง
สิ่งที่ได้มานอกจากนั้น เป็นเรื่องที่มองไม่เห็นผลโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา สร้งความสมัครสมานสามัคคีของชุมชน ในการที่จะเรียนรู้และดำเนินการแก้ไขปัญหาของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำอยู่เสมอในเรื่องความเข้าใจของราษฎร ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์และความรู้สึกมีส่วนร่วม พระองค์ทรงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ปลูกฝังได้ ธนาคารข้าวอาจทำหน้าที่เป็นโรงเรียนที่ดี ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวชี้ถึงประสิทธิภาพและความเข้มแข็งของชุมชนนั้นๆ ธนาคารข้าวที่ประสบความสำเร็จมิได้บรรลุเพียงจุดมุ่งหมายพื้นฐานในการบรรเทาการขาดแคลนข้าวเท่านั้น แต่ยังได้สร้างกิจกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพ สร้างการมีส่วนร่วม ภาวะผู้นำ และความร่วมมือในระดับชุมชนอีกด้วย กิจกรรมธนาคารข้าวในท้องที่หลายแห่ง เป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ของชาวบ้านที่ร่วมใจกันหาวิธีการนำข้าวมาเข้ากองทุน ในอีกหลายท้องที่ ผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมธนาคารข้าว ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันในจุดเล็กๆ ที่พร้อมจะเติบโตต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 3
เว็บเพจเกษตรศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต















