.:: ดอยคำ - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ดอยคำ
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search
สินค้าตราดอยคำ



          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งกับผู้เข้าเฝ้าฯ ราวร้อยคน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานว่า โครงการหลวงเกิดขึ้นเพราะท่านไปเที่ยว คำว่า “ไปเที่ยว” นี้ เราท่านน่าจะว่า “ประพาสต้น” มากกว่า เพราะนอกจากจะเป็นราชาศัพท์ที่ถูกต้อง แต่ออกจะไม่ใช้กันแล้ว ยังทำให้เราเห็นภาพพระพุทธเจ้าหลวงเวลาเสด็จประพาสต้น ไปเที่ยวบ้านชาวบ้านโดยที่เขาไม่ทราบว่าท่านเป็นใครจึงไม่ประหม่ามาก คุยคล่องถึงการกินอยู่ ทำให้ท่านสามารถพระราชทานความช่วยเหลือได้ตามพระราชอัชฌาสัย

          ส่วนพระราชนัดดา คือ รัชกาลที่ 9 ของเรานี้ เมื่อทรงแปรพระราชฐานไปเชียงใหม่เพื่อทรงตากอากาศ จะเสด็จไปหน้าหนาว จึงเรียกว่าพักร้อนอย่างที่ใครๆ เขามักจะเรียกกันไม่ได้ นอกจากนี้ ท่านไม่ได้ทรงพัก แต่มักจะเสด็จดั้นด้นไปทอดพระเนตรชีวิตของคนบนดอย ซึ่งสำหรับคนอื่นๆ ยังกับว่าอยู่คนละโลกกับเรา



          เช่นราว 30 ปีมาแล้ว จะไปพระธาตุดอยสุเทพ มีถนนลูกรังที่รถยนต์ขึ้นได้แต่ลำบาก จากนั้น ถ้าจะไปบ้านแม้วดอยปุยก็ต้องเดินเอา นอกจากจะจ้างเสลี่ยงนั่งให้เขาหาบโยกเยกไป ในเมื่อระยะใกล้ๆ ต้องใช้เวลาเดินทางนานเช่นนี้ ดอยจึงพ้นหูพ้นตาของคนไทยส่วนมากโดยเฉพาะพวกเกษตร เว้นแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          หมู่บ้านแม้วใกล้พระตำหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแบบทรงเดินไป ท่านรับสั่งถามแม้วที่นั่นว่านอกจากปลูกฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชพันธุ์อื่นอีกหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้ ถ้าเป็นคนอื่น ถึงจะไม่ต้องเป็นตำรวจถามก็ตาม เขาคงบอกว่า “เปล่าๆ ฝิ่นบ่ดี เฮาบ่ปลูก” และยิ่งกว่านั้น เขาปลูกโดยวิธีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น ป่าและหน้าดิน บริเวณต้นน้ำลำธารเกิดความเสียหาย ที่กระจายลงสู่ส่วนอื่นๆ ของประเทศอีกด้วย แต่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาเห็นได้ชัดว่า ท่านทรงสนพระทัย ทรงเห็นใจเขา มีพระราชประสงค์จะช่วยจึงไม่ปิดบังความจริงอะไร ทำให้ทรงทราบว่านอกจากฝิ่นแล้วเขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย ซึ่งแม้แต่ลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆ กัน

          โดยที่ทรงทราบว่าที่สถานีทดลองผลไม้เมืองหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใกล้พระตำหนักภูพิงค์ ได้เอากิ่งท้อลูกใหญ่ของฝรั่งมาต่อกับต้นตอพันธุ์พื้นเมืองได้ (แต่ยังไม่ทราบว่าท้อฝรั่งพันธุ์ไหนดี) จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นให้ค้นคว้าหาพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบ้านเรา เพราะถ้าลูกใหญ่แล้วจะต้องทำเงินได้ดีกว่าฝิ่นแน่ นอกจากนี้ ยังมีรับสั่งให้พยายามปลูกพืชเมืองหนาวอย่างอื่น เช่น แอปเปิ้ล สาลี่ พลับ ผักและดอกไม้ด้วย เพราะผลิตผลเหล่านี้ถ้านำมาขายในสวนที่ร้อนของเมืองเราแล้วควรจะราคาแพงแน่ ดังนั้น โครงการปลูกพืชแทนฝิ่นอันแรกของโลกก็เกิดขึ้น และเมื่อประมาณ 25 ปีต่อมา โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติก็ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยส่งเสริมให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นแต่ปลูกพืชอื่นทดแทน

          ตามกระแสรับสั่ง โครงการหลวงต้องหาพืชเมืองหนาวมาปลูกบนดอย ซึ่งนอกจากฝิ่นแล้ว ไม่มีใครทราบว่ามีอะไรที่ปลูกได้ แปลว่าต้องทำโครงการวิจัย คือทดลองมากมาย การวิจัยย่อมต้องใช้คนและเงิน สำหรับคนนั้น แม้แต่ที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถก็หาไม่ยาก เพราะเหล่านักวิทยาศาสตร์ทางเกษตร ทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบัน มีความจงรักภักดีจะทำถวาย โดยเฉพาะเมื่อจะทำงานได้ปลอดโปร่ง ไม่มีแถบแดงพันแข้งพันขา เพราะมีรับสั่งให้ลดขั้นตอน อนึ่ง การที่อาจารย์วิจัยจริงๆ ก็ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเราไปสอน แทนที่จะดูเอาในตำราที่ฝรั่งเขียนไว้สำหรับเรื่องเมืองอื่น

          ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการวิจัย คือเงินนั้นเราค่อนข้างจะมีจำกัด เพราะต้องขอพระราชทานพระราชทรัพย์มาใช้ แต่วันหนึ่งเราเผอิญเจอเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยของกระทรวงเกษตรอเมริกาที่มาเมืองเราเพื่อแสวงหาหน่วยงานที่ต้องการเงินจำนวนมากสำหรับหาพืชมาปลูกแทนฝิ่น เพราะประชาชนของเขาติดยาเสพติดกันมากมาย และตอนนั้นมีแต่โครงการหลวงเท่านั้นมีความสามารถแต่ขาดเงิน ผลของการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก็คือ กระทรวงเกษตรอเมริกาทำสัญญาจ้างโครงการหลวงให้วิจัยหาพืชมาปลูกแทนฝิ่น เราได้เงินมาใช้ 150 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อคนกับเงินมาเจอกันในโครงการหลวง และเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี เราก็หาพืชสำหรับปลูกบนดอยได้ราว 100 อย่าง แต่ละอย่างมีข้อแม้ว่าต้องทำรายได้ให้คนปลูกมากกว่าฝิ่น ซึ่งพืชเหล่านี้เป็นผักเมืองหนาวอร่อยๆ 60 ชนิด ดอกไม้ 20 ชนิด ไม้ผล 12 ชนิด และ พืชไร่ เช่น ถั่วแดงหลวง ถั่วขาว มันฝรั่ง กับต้นแฟล็กซ์ที่เอาใยมาทอผ้าลินิน และเมล็ดมาคั้นเอาน้ำมันลินสีด นอกจากนี้ เรายังมีพืชในร่ม คือเห็ดอีก 2-3 อย่าง เช่นเห็ดหอม และเห็ดกระดุม เป็นต้น พืชแต่ละอย่างของเรานั้นถ้าไม่สวยก็อร่อย ดังนั้น นอกจากจะดีสำหรับผู้ปลูกแล้ว ผู้ซื้อยังได้รับประโยชน์ด้วยมาก

          ตอนแรกๆ ถึงแม้เราจะไม่มีพืชใหม่ๆ มาส่งเสริมให้ปลูกบนดอยมากนักก็ตาม เราก็พยายามเอาผลการวิจัยจะใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยทำสิ่งที่ควรทำให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ซึ่งการกระทำเช่นนี้เรียกกันว่า “ครบวงจร” แต่ต้องขออธิบายด้วยว่า วงของเรานี้มีหลายวงที่ต่างก็สัมผัสกันแบบตราของโอลิมปิค และแต่ละวงไม่ได้นิ่งอยู่กับที่แต่ขยายใหญ่ออกไปมากบ้างน้อยบ้าง โดยทุกวงมีผลสะท้อนไปยังวงอื่นๆ

          วงแรกที่เราต้องกระทำคือ สำรวจดินและน้ำ สำหรับเรื่องของดิน เราต้องทราบ อย่างแน่นอนว่า ส่วนไหนเป็นบริเวณที่ชัน ดินไม่ดี หรือไม่ก็ หน้าดินตื้น ที่เหล่านี้เรากำหนดให้เป็นป่า โดยขีดเส้นกั้นอย่างชัดแจ้ง กันไม่ให้ไร่ไหลมากินที่ป่า กับทั้งไม่ให้มีการปลูกป่าในที่ซึ่งเหมาะแก่การทำไร่นาสวนอีกด้วย วงต่อไปก็คือปลูกป่าในที่ซึ่งควรเป็นป่าแต่โล้นเตียนไปแล้ว โครงการเราส่งเสริม “ป่าชาวบ้านในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา” ดังเราจะกล่าวถึงต่อไป



          ส่วนที่ๆ เหมาะสำหรับการเกษตรนั้น เราจะปล่อยให้เพาะปลูกกันเลยก็ไม่ดี เพราะบนดอยนั้นส่วนมากไม่เป็นที่ราบ ถ้ามีการขุดพรวนกัน ดินก็จะไหลลงเนินไป เราต้องรักษามันไว้ โดยทำขั้นบันได ทำทางระบายน้ำ ตามเส้นระดับ หรือปลูกหญ้าแฝก (ซึ่งมีรากยาวลึกลงดิน กันดินทะลายได้ดี) อีกส่วนหนึ่งของวงเดียวกัน เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการพัฒนาพื้นฐาน คือน้ำ ซึ่งบนดอย ส่วนมาก จะขาดแคลน ดังนั้น น้ำที่มีอยู่ เราต้องเอามาใช้ เป็นประโยชน์มากที่สุด คือต้องจัดการเรื่องชลประทานนั่นเอง และส่วนมาก จะเป็นฝาย กับทางส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำ จะมีน้อยมาก เพราะต้องใช้พื้นที่มากเกินไป

          เรื่องพื้นฐานที่ต้องจัดการ ในวงเดียวกันนี้ คือการคมนาคม เริ่มต้นโครงการ เมื่อเฮลิคอปเตอร์ ของกองทัพอากาศ จะช่วยเอาเราไปส่งบนดอย (แล้วบินกลับตัวเปล่า) จากนั้น จะไปไหนก็ต้องเดินเอา บางแห่งนั้นชันมาก ขนาดทางเดินเท้า ยังเลี้ยวกลับไปมา เป็นข้อศอก

          ต่อไป มีการพัฒนาขึ้นคือจองหรือทำทางที่รถขึ้นได้ ซึ่งจะว่าเรียกว่าถนน ก็เป็นการให้เกียรติมากเกินไป เพราะรถยนต์ธรรมดาขึ้นไม่ได้ และในหน้าฝน แม้แต่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็ต้องใส่โซ่แก้ลื่น เราพูดกันว่าลื่นขนาดโซ่ 2 ล้อคือทางลื่น ถ้าใส่โซ่ 4 ล้อก็ลื่นมาก ถ้าลื่นกว่านั้น ก็ 5 ล้อเลย คือยางอะไหล่ก็ใส่เสียด้วย

          ในการพิจารณาว่าที่ไหนควรปลูกอะไร คมนาคมเป็นเรื่องสำคัญ ดอยที่ถึงแม้ อากาศจะเย็นปลูกของราคาแพงได้ แต่ชอกช้ำง่ายแล้ว ทางจะต้องดี ขนาดขนานนามได้ว่าเป็นถนน จึงจะคุ้มที่จะผลิตเพื่อจำหน่าย

          วงต่อไปก็คือการวิจัยซึ่งจะหยุดทำไม่ได้ เพราะพืชใหม่ และวิธีปลูกจะเกิดขึ้นในโลก อยู่เสมอสำหรับประเทศเรา ในเมื่อพืชเมืองหนาวทุกชนิด และวิถีปลูกพืชเหล่านั้น ยังใหม่อยู่สำหรับเรา การวิจัยค้นคว้าจึงต้องกระทำต่อไปไม่หยุดยั้ง

          ผลของการวิจัยเราเอาไปให้ เกษตรกรใช้ คือส่งเสริมให้ปลูกพืชใหม่ ๆ เหล่านั้น เราตั้งศูนย์พัฒนาขึ้นบนดอย 34 ศูนย์ ดูแล 294 หมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่พร้อม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพืชต่างๆสนับสนุนพวกส่งเสริม อีกต่อหนึ่ง

          นอกจากนี้ เรายังมีหน่วยอารักขาพืช ด้านโรคและแมลง พร้อมทั้งห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้พวกส่งเสริม หน้าที่สำคัญ ของหน่วยนี้คือ ไม่ให้โรคแมลงทำลายพืช ของเรา โดยไม่ใช้ยา

          การพัฒนาคนมีด้านศึกษา และสาธารณสุข การศึกษาทำให้ ชาวเขา รับผลของการวิจัยได้ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะพูดง่าย ๆ ก็ต้องว่าสอนเข้าใจ เราเห็นอยู่เสมอว่า เด็กนักเรียนมักจะสอนพ่อแม่ได้ ดังนั้นเราจึงพยายามเอาประโยชน์ 2 ทาง โดยให้เด็กเพาะปลูกผัก ไว้รับประทานที่โรงเรียน แล้วสอนพ่อแม่อีกต่อหนึ่ง

          สำหรับเรื่องสาธารณสุข ปัญหาสำคัญเวลานี้คือ ให้ชาวเขาช่วยตัวเอง ในการกำจัดยาเสพติด และบำบัด โดยวิธีที่มีรับสั่งให้กระทำ คือ “ช่วยเขาช่วยตัวเอง” ซึ่งตามที่กระทำมาแล้ว แสดงผลเป็นที่น่าสนใจ

          เรื่องสำคัญต่อไปคือการขนส่ง คัดบรรจุ เก็บรักษา และจำหน่าย เรื่องแรก คือขนส่งนั้น เราขนทั้งคนและสิ่งของ สำหรับคน เราใช้ทั้ง 2 เท้า 2 ล้อ และ 4 ล้อ เริ่มต้น เราจะไปไหนก็ต้องเดิน เอา เพราะทางที่จะใช้ล้อที่เป็น ส่วนสำคัญของรถนั้น ไม่มี ด้วยเหตุนี้ จะไปไหนก็เดินเอาเลยเรา และในเรื่องนี้ ผมเคยทำมามาก เมื่อเป็นทหารที่ต่างประเทศ ถูกให้ฝึกเดินขึ้นๆ ลงๆ ทางราบ ๆ แทบจะไม่ลองเดินเลย ดังนั้น เมื่อมีรับสั่งให้ทำโครงการหลวง ผมจึงเคลื่อนไหวได้ดีจนเป็นแชมป์เดิน ประกอบกับที่ผมใช้เครื่องมือที่ดี คือใช้รองเท้าหุ้มส้น ทีแรกสั่งมาจากอังกฤษ ใส่สบาย เบาดีและเดินที่ขรุขระก็ไม่เจ็บเท้า เสียที่พื้นรองเท้านั้นเป็นหนัง ไม่ให้ลื่น ต้องเอาตะปูตอกเอาไว้ แบบทหารอังกฤษ เสียที่มันแพง 1 และ 2 เราไม่ได้เอาใช้ในอังกฤษ ที่ดอยในประเทศเรานั้น ต้องเดินย่ำน้ำในลำธารบ่อย ๆ กล่าวคือ ลำธารเดียวกันแท้ ๆ เราต้องข้ามกลับไป กลับมา หลายหน เพราะฝั่งที่เดินอยู่เกิดไปไม่ได้ เหตุที่มีหน้าผา หรือพุ่มไม้ขวาง ต้องย่ำน้ำกลับไปอีกฝั่งหนึ่ง ดังนั้น เท้าและที่รองมัน โดยเฉพาะส้นจะเปียกอยู่นาน ๆ จนส้นรองเท้านุ่ม ตะปูก็หลุด รองเท้าแบบนี้พังไปแล้ว 2 คู่ จึงเกิดมีรองเท้าหุ้ม ส้นแบบใหม่ที่พื้น ทำด้วยวัสดุอะไรอย่างหนึ่ง ที่ไม่ลื่น และทนทานมาก

          ผมได้กล่าวแล้วถึงการเดิน ต้องสำออยหน่อยว่าเราไม่ได้เดินเฉยๆ แต่ต้อง สะพายย่ามไปด้วย เพราะไม่ว่าจ้างลูกหาบ แบบที่เขากระทำกัน สมัยนั้น ย่ามนั้นบรรจุของสำคัญ คืออาหาร เช่นที่ นะโปเลียนทรงกล่าวว่า ทหารเดินด้วยท้อง คือ ต้องได้กินดี จึงจะเดินดี นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้า ถุงเท้า ชุด และเสื้อกันฝน กับที่สำคัญไม่แพ้การกิน คือการนอน ซึ่งถ้าหนาวนอนไม่หลับแล้ว รุ่งขึ้นจะแย่ และในเมื่อบนดอย อากาศ ออกจะหนาว เราจึงต้องมีของสำคัญคือ ถุงนอนไปด้วย ซึ่งของผมเองเลือกชนิดที่เบาแต่อุ่น เพราะยัดขนไก่ ผมลืมพูดถึงสิ่งสำคัญ คือที่ว่าย่ามนั้น ความจริงไม่ใช่ย่าม เป็นเป้ที่มีโครงทำด้วยโลหะเบา ของผมซื้อได้ที่ปารีส สีแดง หนัก 1 กิโล เท่านั้น

          แต่เมื่อบรรจุของ เต็มอัตรา แล้วหนักมาก เมื่อใส่เดินไป พักหนึ่งแล้ว ถอดเป้นั้นนั่งพัก และเมื่อยืนขึ้นตัวเปล่า ๆ จะเซไปข้างหลัง เพราะเคยก้มหน้า เพื่อต้านน้ำหนักนั้น เมื่อเริ่มโครงการใหม่ ๆ ไม่มีใครใช้เป้กันเลย รวมทั้งฝรั่งอย่างว่าด้วย แต่ผมนั้น เมื่อขึ้นเครื่องบิน ไปเชียงใหม่ ก็แบกเป้แดงไปด้วย เด่นมากทีเดียว

          เมื่อทรงตั้งโครงการหลวงแล้วไม่นาน เวลาเสด็จประพาสต้นบนดอยก็ประกอบด้วยการปีนป่ายเขามาก ในเรื่องนี้ ผมถูกพวกในวังที่ต้องเดินตามเสด็จนินทามากมาย ว่านำเสด็จด้วยพระบาทไปเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ทอดพระเนตรต้นกาแฟเพียง 2-3 ต้น ซึ่งก็จริงอยู่ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งเองว่า การที่เสด็จไปนั้นทำให้ชาวเขาเห็นว่ากาแฟนั้นสำคัญ จึงสนใจที่จะปลูก บัดนี้กาแฟบนดอยมีมากมาย และก็เริ่มเรื่องจาก 2-3 ต้นนั้นเอง

          เรื่องหนึ่งซึ่งผมเห็นว่า ออกจะประหลาดเกี่ยวกับการประพาสต้น ก็คือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สำหรับทุกท่าน รวมทั้งผู้ชาย การตามเสด็จเป็นเรื่องที่หนักหนา (ไม่นับสมาชิกโครงการหลวง ที่เดินขึ้นดอยเป็นอาชีพ) เวลาปีนเขาชัน ๆ หน่อย ผมยังจำเสียงคล้ายกับรถจักรไอน้ำจูงขบวนรถไฟขึ้นเขา หันกลับไปดูก็เห็นทหาร ในขบวนหอบเป็นจังหวะ หนักอย่างนี้แล้ว ทำไมสมเด็จฯ พระวรกาย "อรชร อ้อนแอ้น" จึงตามเสด็จฯ ได้ด้วยพระพักตร์อันยิ้มแย้ม?

          อีกอย่างหนึ่ง ที่เราต้องเคลื่อนลงจากดอยคือ ผลิตผล รถขนของที่เราใช้ ส่วนมาก จะเป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะทางไม่ดี แต่รถบรรทุกธรรมดา ก็ใช้เหมือนกันตามทาง ที่นับได้ว่าเป็นถนน ของเราขนไปเชียงใหม่ และส่วนมากส่งต่อไปกรุงเทพ ตั้งแต่เก็บเกี่ยวไปจนถึงจำหน่าย เราพยายามให้ผลิตผลมีอุณหภูมิต่ำ เริ่มต้น เรามีห้องเย็นพิเศษบนดอย เรียกว่า pre-cooling ที่ทำให้ผักเย็นโดยเร็วและระหว่างเดินทาง เราใช้รถตู้เย็น และมีห้องเย็น คอยอยู่ที่โรงคัดบรรจุ ทั้งเชียงใหม่และกรุงเทพ



          พวกเราชาวโครงการหลวง ภูมิใจที่มีการปลูกพืชเมืองหนาว ไม่นับฝิ่น ได้สำเร็จในประเทศร้อน ทำให้คนไทยมีของอร่อยๆ ไว้รับประทานและดูในราคาที่ใคร ๆ ก็สู้ได้ แต่เราชอบที่ จะวัดความสำเร็จของเราด้วยจำนวนเงิน ที่เข้าไปอยู่ในกระเป๋าของเกษตรกร เราสำเร็จแค่ไหนเราตอบไม่ได้ ด้วยตัวเลขแต่ขอเล่าเรื่องแม้วให้ฟังสนุกกว่า คือว่าแต่ก่อนนี้ ชายแม้วเมื่อแตกหนุ่มจะมีตัวคนเดียว แล้วมีเมีย แล้วมีม้า เมื่อได้ทั้งสองมาครองแล้ว จะขนของก็ให้เมียแบก ส่วนที่เกินแรงเมีย ผัวขน แล้วเมื่อเกินกำลังผัวเมียก็บรรทุกม้า เดี๋ยวนี้ม้าเขาไม่มีกันแล้ว เมียมี ยิ่งมากยิ่งดี จะได้ช่วยกันหากิน มากเงินก็มากเมีย ตามกันไปเป็นลูกโซ่ ที่ว่าม้าไม่มีเพราะเขาเอาเงินไปซื้อรถยนต์ เพราะดูแลง่าย ใช้งานดีกว่า

          การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสต้นบนดอยนี้เป็นเหตุและ เยี่ยงอย่างให้พวกเราเที่ยวดั้นด้น บนดอยด้วยความภูมิใจ จนตราบเท่าทุกวันนี้ เรามักจะเจออะไรแปลกๆ สนุกๆ และดีๆ จึงคิดว่าควรจะเอามาเล่าสู่กันฟัง เป็นการเฉลิมพระเกียรติ ให้ทราบกันว่า การช่วยชาวเราด้วยการช่วยชาวเขานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร




สินค้าตราดอยคำ
ผักเมืองหนาว
มีจำหน่ายตลอดปีผักกาดหอมห่อ (Head Lettuce)กระเทียมต้น (LeeK)เซเลอรี่ (Celery)
ถั่วลันเตา (Garden Pea)ปวยเหล็ง (Spinach)พริกยักษ์ (Sweet Pepper)
เบบี้แครอท (Baby Carrot)ผักกาดฮ่องเต้ (Pai - Tsai)ถั่วแขก (Bush Bean)
ซุกินี (Zucchini)แรดิช (Radish)มะเขือม่วง (Eggplant)
เฟนเนล (Fennel)บีท (Beet)ฟักทองญี่ปุ่น (Pumpkin)
เอนไดว์ (Endive)โกโบ้ (Kobo)มะเขือเทศเซอรี่ (Cherry Tomato)
ผักกาดหางหงส์ (Michilli)แครอท (Carrot)พริกยักษ์เหลือง (Yellow Pepper)
ผักกาดหวาน (Cos Lettuce)ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด (Butter Head Letuce)ผักกาดหอมใบแดง (Red Leaf Lettuce)
หอมญี่ปุ่น (Japanese Bunching Onion)ผักสลัด (Lettuce)แตงกวายาว (Cucumber)
กะหล่ำปลีแดง (Red Cabbage)พาร์สเลย์ (Parsley)กะหล่ำปม (Kohlrabi)
ฟักจานบิน (Sommer Squash)ถั่วเข็ม (Needle Bean)มะเขือเทศ (Tomato)
มิถุนายน - มีนาคมหน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)มะเขือเทศลูกโต (Table Tomato)
กรกฎาคม - มีนาคมเทอร์นิพ (Turnip)มะระขาว (White Balsam Pear)ถั่วแระญี่ปุ่น (vegetable Soybean)
พฤศจิกายน - มีนาคมกะหล่ำดาว (Brusels Sprouts)กะหล่ำปลีซาวอย (Cabbage Savoy)


นอกจากนี้ยังมีผักแปลกๆ ซึ่งอยู่ในขั้นทดลองตลาด

อาติโช๊ค (Artichoke)รูบาร์บ (Rhubarb)แรดิชิโอ (Radicchio)
กะหล่ำปมม่วง (Red Kohlrabe)ฟักทองสีส้ม (Pumpkin (Yellow)พาร์สเล่ย์รูท (Parsley Root)
ถั่วลันเตากินเมล็ด (Sugar Pea)รอกเก็ตสลัด (Rocket Salad)ฟักมะพร้าว (Summer Squash (Table Ace)
ฟักบัตเตอรนัท (Butter Nut, Summer Squash)ถั่วเทียน (Yellow Bush Bean)กุยช่ายขาว (Chinese Chive (White Ghuy Chai)
ข้าวโพดหวาน (Sugar Sweet Corn)พริกแมกซิกัน (Maxican Paper) สวิทชาร์ต (Swisschard)
ฟักคอหงส์ (Summer Squash (Sundance)กรีนลิพชิโครี (Green Leave Chicory)


ดอกไม้แห้ง
หญ้านิ้วทอง ลูกหวายกระถินทุ่ง หญ้าตุ้มหู
ดักแด้ คนโฑสีดา หญ้าตีนตะขาบ สานเงิน
หนวดเจ้าชู้ ตะล่อมดอย คนโฑพระอินทร์ ดอกไผ่ห้วยลึก
ละอองฝ้าย ชมพูทิพย์ เครือประดับดาว ดาวเงินดาวทอง
ข้าวโอ๊ต หญ้าหัวใจ ฝักตะแบก ดาวชมพู
หญ้าน้ำค้าง ปอแก้ว หญ้าสายรุ้งงา
สาคูทิพย์ ปุยฝ้ายสามร้อยยอด ไข่มุก
หญ้าไข่กบ ซุปเปอร์สวีท ลินิน หญ้าขี้หนู
บัวดิน ดาวอังคารจิ๋ว ดาวอังคารใหญ่ พู่เทียนทอง
ดาวค้างฟ้า มูลี่ บัวชื่น (Dog Wail)




ผลิตภัณฑ์แปรรูปและอาหารกระป๋อง (มีจำหน่ายตลอดปี)
น้ำกระเจี๊ยบเข้มข้น (Roset Paste) น้ำเก๊กฮวยเข้มข้น (Chrysanthemum Paste)น้ำเสาวรสเข้มข้น (Concentrate Passion Paste)
น้ำบ๊วยเข้มข้น (Japanese Apricot Paste) น้ำสตรอเบอรี่เข้มข้น (Strawberry Paste) น้ำมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato Paste)
น้ำฝรั่งพร้อมดื่ม (Guava Juice) น้ำลี้นจี่พร้อมดื่ม (Lychee Juice) น้ำกระเจี๊ยบพร้อมดื่ม (Roset Juice)
น้ำพลัมพร้อมดื่ม (Plum Juice) น้ำผึ้งลิ้นจี่ (Lychee Honey) น้ำผึ้งลำไย (Longan Honey)
เห็ดแชมปิญองในน้ำเชื่อม เห็ดหอมแห้ง ผักแห้งอนามัย
กาแฟคั่ว ต้นหอมอบแห้ง กระเทียมต้นอบแห้ง
ท้อลอยแก้ว ท้อแช่น้ำผึ้ง ท้อสุกแช่อิ่ม
พลัมแช่อิ่ม สตรอเบอรี่ลอยแก้ว ลี้นจี่แช่อิ่มอบแห้ง
มะละกอแก้ว แยมสตรอเบอรี่ (Strawberry Jam)แยมพลัม (Plum Jam)
แยมสาลี่ (Pear Jam) แยมท้อ (Peach Jam) สาลี่อบแห้งแช่อิ่ม (Dried Pear)
แป้งข้าวสาลี (Wheat Powder)แยมฝรั่ง (Guava Jam)ขนมปัง (Bread)
ลูกอมท้อ (Peach Candy)ลูกอมพลัม (Plum Candy)บ๊วยดอง (Pickled Japanese Apricot)
ผักดองปรุงรส (Pickled Vegetable)สตรอเบอรี่อบแห้ง (Dried Strawberry)ถั่วแดงหลวงในน้ำเกลือ (Red Kidney Bean In Syrup)
ข้าวโพดเม็ด ข้าวโพดครีมลำไยในน้ำเชื่อม
ลิ้นจี่ลอยแก้วสาลี่ลอยแก้วเงาะลอยแก้ว
เงาะในน้ำเชื่อมสอดไส้สับปะรดผักกาดดองดอกเก๊กฮวยแห้ง




สถานที่จำหน่ายผลผลิตตรา "ดอยคำ"


ร้านดอยคำ ในบริเวณท่าอากาศยาน จ.เชียงใหม่
โทรศัพท์ 0-5327-0222 ต่อ 2127

ร้านดอยคำ ในศูนย์การค้าเชียงอินทร์พลาซ่า จ.เชียงใหม่
101/1 ถ.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่
โทรศัพท์ 0-5328-1340

ศาลาโครงการหลวง 1 ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ
101 ถ.กำแพงเพชร จตุจักร กทม. 10900
โทรศัพท์ 0-2279-1551

ศาลาโครงการหลวง 2 ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ลาดยาว จตุจักร กทม. 10900
โทรศัพท์ 0-2561-4285

ศาลาโครงการหลวง 3 ศูนย์การค้าดิโอลด์สยาม กรุงเทพฯ
106 ถ.ศรีเพชร วังบูรพาภิรมย์ กทม.
โทรศัพท์ 0-2225-0623

ศาลาโครงการหลวง 4 ในบริเวณการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
200 ถ.งามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900
โทรศัพท์ 0-2590-5957

ร้านดอยคำ ในบริเวณคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อาคารเฉลิมพระเกียรติ ถ.สุเทพ จ.เชียงใหม่
โทรศัพท์ 0-5321-1613 และ 0-5321-1656

รวมทั้งซูปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
ดอยคำ
มูลนิธิโครงการหลวง

 
 
 
   Hosted by kapook.com