.:: การพัฒนาเกษตรกรไทยบนทิศทางสหกรณ์ - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
การพัฒนาเกษตรกรไทยบนทิศทางสหกรณ์
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

          เป็นที่ยอมรับมากขึ้นสำหรับวงการเกษตรประเทศไทยว่า การดำเนินการของเกษตรกรในด้านการเพาะปลูกนั้นจำต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของระบบตลาดให้ดี มิฉะนั้นโอกาสของการปลูกพืชแล้วต้องเททิ้งเป็นไปได้สูง เนื่องจากเกินความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันในด้านการสร้างอำนาจเพื่อการต่อรองกับระบบตลาดเสรีก็มีความจำเป็นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาตรการหนึ่งที่พึงเป็นผลในความเป็นไปได้ของการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาซึ่งก็คือการรวมตัวกันอย่างเป็นระบบของเกษตรกรเอง ซึ่งหนึ่งในระบบที่ได้รับการยอมรับกันอย่างสากลก็คือ สหกรณ์

          สำหรับประเทศไทยนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นางสาวสุพัตรา ธนเสรีวัฒน์ ได้เคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการของนิคมสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยเมื่อวันก่อนว่า ปัจจุบันสหกรณ์นั้นมีอยู่ 7 ประเภทด้วยกันคือ

          -สหกรณ์การเกษตร

          -สหกรณ์นิคม

          -สหกรณ์ร้านค้า

          -สหกรณ์บริการ

          -สหกรณ์ออมทรัพย์

          -สหกรณ์เครดิตยูเนียน

          -สหกรณ์ประมง

ทั่วทั้งประเทศไทยสหกรณ์เหล่านี้มีอยู่ไม่น้อยกว่า 7,800 แห่ง



          และตลอดมาในการส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสหกรณ์นั้น อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์บอกว่าจะเน้นที่การดำเนินงานอย่างโปร่งใส ภายในใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยทางกรมฯสนับสนุนเงินกู้ประเภทดอกเบี้ยต่ำคือร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อให้สหกรณ์ต่าง ๆ กู้ไปเพื่อเป็นทุนในการดำเนินการ หรือเพิ่มสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ในการดำเนินการ

          อย่างไรก็ตามในเหล่าสหกรณ์ทั้งหลายแหล่ของประเทศไทยในตอนนี้จะมีอยู่ไม่น้อยกว่า 2,000 แห่งที่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในหมู่สหกรณ์ของส่วนราชการ และหากเทียบกับต่างประเทศ ของไทยนั้นยังมีปัญหาหลายรายการที่ต้องแก้ไขและดำเนินการ นับตั้งแต่การพัฒนาบุคลากรขององค์กร ไปจนถึงการบริหารจัดการสหกรณ์ของผู้บริหารสหกรณ์ เป็นต้น



          การที่กรมส่งเสริมสหกรณ์นำเอาแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นนโยบายเพื่อการดำเนินการในกิจการของสหกรณ์นั้น จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ในแต่ละสหกรณ์ได้เป็นอย่างดีทีเดียว ด้วยแนวทางนี้คือภูมิคุ้มกันที่มั่นคงแข็งแรงที่สุดสำหรับการดำเนินการของสหกรณ์ เพราะสหกรณ์ประกอบขึ้นด้วยคนหมู่มาก และเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะฝ่ายผลิตเป็นสำคัญ

          เมื่อนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเป็นกลไกในการดำเนินงาน ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพาะปลูกที่มีตลาดเป็นตัวกำหนดของเกษตรกรก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรด้านการเพาะปลูกจะมีความรอบคอบ และมีแนวทางในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจในการประกอบการ ขณะเดียวกันระบบการออมก็จะได้รับการเอาใจใส่ดูแลมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้จะเป็นผลที่ดีต่อสมาชิกสหกรณ์ในที่สุดทุกประการ


          อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล่าให้ฟังเพิ่มเติมด้วยว่า ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการและพื้นที่ของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาในพื้นที่ของสหกรณ์ทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อใช้เป็นแบบอย่างให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้เข้ามาเรียนรู้แล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อไป ซึ่งมั่นใจว่า หากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้มีโอกาสผ่านเข้ามาในโครงการมากเท่าไหร่ โอกาสของการพัฒนาสหกรณ์แบบก้าวย่างที่มั่นคงและเข้มแข็งก็จะมีการพัฒนาขึ้นมากเท่านั้นด้วย




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 
 
 
   Hosted by kapook.com